แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาปัตยกรรมต่างชาติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาปัตยกรรมต่างชาติ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิหารพระแม่มารี


วิหารพระแม่มารี
วิหารพระแม่มารี (Shrine of St Mary) ตั้งอยู่ภายในตัววัดทางด้านที่พระทำพิธี (Choir) สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1220 - 1239 (พ.ศ. 1763 - 1782) ภายในตกแต่งด้วยรูปปั้นของ พระเยซู พระแม่มารี พระเจ้าชาร์เลอมาญ พระสันตะปาปาลีโอที่ 3 และสาวกสิบสององค์ ภายในวิหารมีวัตถุมงคลที่เชื่อกันว่าเคยเป็นของคนสำคัญทางคริสต์ศาสนา (relics) สองสามอย่างคือ เสื้อคลุมของพระแม่มารี ผ้าของพระเยซู และ เสื้อที่นักบุญจอห์นแบ็พทิสต์ (John the Baptist) ใส่วันที่ท่านถูกตัดหัว ตั้งแต่ปีค.ศ. 1349 เป็นต้นมาทางวัดก็จะเอาสิ่งสำคัญเหล่านี้ออกมามาตั้งแสดงนอกวิหารเพื่อให้นักแสวงบุญชื่นชมทุก 7 ปี ครั้งสุดท้ายที่เอาออกมาตั้งแสดงก็เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550)

เพราะความสำคัญของเมืองอาเคิน ทำให้เมืองนี้ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเป็นสถานที่แรกของประเทศเยอรมนีที่ได้ขึ้นทะเบียน

มหาวิหารอาเคิน


มหาวิหารอาเคิน เรียกกันว่ามหาวิหารหลวง (Imperial Cathedral]] (ภาษาเยอรมัน: Kaiserdom)) ในนิกายโรมันคาทอลิกอยู่ที่เมืองอาเคิน ประเทศเยอรมนี วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดทางภาคเหนือของทวีปยุโรป ระหว่างยุคกลางวัดนี้ชื่อ Royal Church of St. Mary at Aachen เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะเคยใช้เป็นสถานที่สวมมงกุฏกษัตริย์ราชวงค์คาโรลิงเกียน (Carolingian) ระหว่างปี ค.ศ. 936 (พ.ศ. 1479) ถึงปี ค.ศ. 1531 (พ.ศ. 2074) ประมาณ 600 ปี วัดนี้ใช้เป็นที่สวมมงกุฏให้กษัตริย์เยอรมนี 30 พระองค์ และพระราชินีอีก 12 พระองค์



ประวัติ
วัดนี้เริ่มสร้างเมื่อปีค.ศ. 792 พร้อมๆกับตัววัง โดยพระเจ้าชาร์เลอมาญ พอเสร็จสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 3 ก็ทำพิธีสถาปนาวัดนี้อย่างเป็นทางการ (consecrate) เมื่อปี ค.ศ. 805 (พ.ศ. 1348) ขนาดตัววัดจริงๆ แต่เดิมนั้นค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบขนาดส่วนที่ต่อเติมที่มาทำภายหลัง ระหว่างสมัยกอธิคทางวัดก็ขยายด้านพระประธาน (Choir) เพื่อให้มีเนื้อที่พอที่จะรับนักแสวงบุญที่มาแสวงบุญที่เมืองนี้ ส่วนที่ขยายทำพิธีสถาปนาเมื่อครบรอบ 600 ปีหลังจากที่พระเจ้าชาร์เลอมาญสวรรคต

สิ่งที่มีค่าที่น่าสนใจของวัดนี้ก็มี กางเขนโลแธร์ (Cross of Lothair) รูปปั้นครึ่งตัวของพระเจ้าชาร์เลอมาญ และ บัลลังก์พระเจ้าชาร์เลอมาญ โลงหินเพอซิโฟนี (Persephone sarcophagus) ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติทางศาสนาอันมีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งของศาสนาคริสต์ทางทวีปยุโรปตอนเหนือ

เมื่อพระเจ้าชาร์เลอมาญสวรรคต เมื่อปี ค.ศ. 814 (พ.ศ. 1357) ร่างของพระองค์ก็ถูกฝังไว้ในว้อลท์ (vault) ที่ มหาวิหารอาเคิน พอถึงปี 1000 พระเจ้าอ็อตโตที่สาม (Otto III) ก็เปิดที่ฝังพระศพพระเจ้าชาร์เลอมาญ ข้าราชสำนักอ็อตโตแห่งโลเมลโล (Otto of Lomello) ผู้ติดตามพระเจ้าอ็อตโตเข้าไป บันทึกไว้ว่าเมื่อเปิดที่ฝังเข้าไปแทนที่จะเห็นพระเจ้าชาร์เลอมาญนอนอยู่ กลับเห็นพระองค์ใส่มงกุฏถือคธานั่งอยู่ภายใต้ซุ้มหิน (canopy) เล็บยาวทะลุถุงมือ ร่างกายไม่เน่าเปื่อยนอกจากตรงปลายพระนาสิก พระเจ้าอ็อตโตจึงทรงเสริมให้ด้วยทอง แล้วก็ปิดหลุมหลังจากที่ถอนพระทนต์มาหนึ่งซี่

เมื่อปี ค.ศ. 1165 (พ.ศ. 1708) พระเจ้าฟรีดริชที่ 1หรือ ฟรีดริช บาร์บารอสซา(Frederick Barbarossa) เปิดที่ที่ฝังพระเจ้าชาร์เลอมาญอีกครั้ง แทนที่จะพบพระเจ้าชาร์เลอมาญนั่งตามบันทึกของอ็อตโตแห่งโลเมลโล กลับพบว่าร่างของพระองค์อยู่ในโลงหิน[1] ครั้งนี้พระเจ้าเฟรตเดอริคจึงให้เอาร่างของพระเจ้าชาร์เลอมาญใส่โลงหินที่ทำจากหินอ่อนจากเปอร์เซีย ซื่งเชื่อกันว่าเป็นโลงที่ใช้ฝังออกัสตุส ซีซาร์ พอถึงปี ค.ศ. 1215 (พ.ศ. 1758) พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 ก็ย้ายพระศพใส่หีบใหม่ที่ทำจากเงินและทอง

คริสต์ศาสนสถาน

คริสต์ศาสนสถาน หรือ สิ่งก่อสร้างของคริสต์ศาสนา หมายถึงสิ่งก่อสร้างที่ใช้เป็นที่สักการะบูชาหรือเป็นที่ประกอบศาสนพิธีของคริสต์ศาสนา


Basilicaภาษาไทยใช้ มหาวิหาร หรือทับศัพท์ว่า บาซิลิกา. บาซิลิกา มาจากภาษาละติน “basilica” ซึ่งมาจากคำว่า “Basiliké Stoà” ในภาษาละติน ที่แปลว่า “สิ่งก่อสร้างแบบบาซิลิกา” เดิมเป็นคำที่หมายถึงสิ่งก่อสร้างสาธารณะแบบสถาปัตยกรรมโรมันลักษณะหนึ่ง เช่นเดียวกับศาลของกรีซ ซึ่งมักจะตั้งอยู่ในเมืองโรมัน ในเมืองกรีซบาซิลิกาเริ่มปรากฏราว 2 ศตวรรษก่อนคริสต์ศาสนา หลังจากจักรวรรดิโรมันหันมานับถือศาสนาคริสต์ ความหมายของคำก็ขยายไปคลุมวัดใหญ่และสำคัญที่ได้รับแต่งตั้งโดยพระสันตะปาปา ฉะนั้นในปัจจุบันคำว่า “บาซิลิกา” จึงมีความหมายทั้งทางสถาปัตยกรรมและศาสนา


Cathedralดูบทความหลักที่ มหาวิหาร
ภาษาไทยใช้ มหาวิหาร. มหาวิหาร (ภาษาอังกฤษ: Cathedral ภาษาฝรั่งเศส: Cathédrale ภาษาเยอรมนี: Kathedrale/Dom ภาษาอิตาลี: Cattedrale/Duomo) คือวัดของคริสต์ศาสนาที่มีบาทหลวง (bishop) เป็นประมุขและที่เป็นทีตั้งของ “อาสนะบาทหลวง” (bishop's cathedra) เป็นสถานที่ทางศาสนาที่ใช้ในการสักการะบูชา (โดยเฉพาะสำหรับนิกายที่มีระบบฐานันดรการปกครองเช่นนิกาย นิกายโรมันคาทอลิก นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ นิกายอังกลิคัน และ นิกายลูเทอรัน มหาวิหารจะเป็นวัดที่เป็นที่นั่งของบาทหลวง (วัดประจำตำแหน่ง) ที่ใช้เป็นศูนย์กลางของสังฆมณฑล (Diocese หรือ See) ที่อยู่ภายใต้การปกครองของบาทหลวงที่กำหนดไว้[1]


Chapelภาษาไทยใช้ ชาเปล ถ้าเป็นศาสนสถานที่ใช้เป็นที่สักการะของคริสต์ศาสนิกชน ชาเปล คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มักจะมีขนาดเล็กแต่บางครั้งก็ใหญ่ ที่อาจจะสร้างเป็นอิสระจากสิ่งก่อสร้างอื่นๆ หรือเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่ใหญ่กว่าเช่น วัดใหญ่ๆ วัง วิทยาลัย โรงพยาบาล คุก หรือสุสาน บางครั้งชาเปลที่สร้างในมหาวิหารจะสร้างเพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น “ชาเปลพระแม่มารี” ที่มักจะสร้างเป็นชาเปลที่อยู่ทางตะวันออกสุดของตัววัด หรือ “ชาเปลศีลศักดิ์สิทธิ์” ที่ตั้งติดกับตัววัดและใช้เป็นที่เก็บไวน์ และขนมปังที่ใช้ในพิธีศีลมหาสนิท ถ้าชาเปลมีขนาดค่อนข้างเล็กก็จะเรียกว่า “คูหาสวดมนต์”

Chantry chapel ภาษาไทยใช้ ชาเปลสวดมนต์ หรือ ชาเปลแชนทรี. ชาเปลสวดมนต์ เป็นศาสนสถานที่ที่ผู้สร้างจะเป็นผู้มีอันจะกินหรือเป็นบาทหลวงที่อุทิศเงินให้สร้างชาเปลส่วนตัว ชาเปลชนิดนี้ที่เป็นสมบัติของผู้สร้าง การสร้างจะสร้างในตัวมหาวิหารหรือวัดใหญ่ๆ และใช้เป็นที่ที่ให้นักบวชมาสวดมนต์ให้ผู้สร้างหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว ชาเปลลักษณะนี้มักจะสร้างในขณะที่ผู้อุทิศเงินยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นห้องแคบๆ เล็กๆ ภายในบางทีจะเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์ของผู้ตาย มีประตูทางเข้าทางหนึ่งออกทางหนึ่งเพื่อให้ผู้สวดมนต์เดินเข้าออก การสร้างก็พยายามให้ใกล้แท่นบูชาเอกที่สุดเท่าที่กำลังทรัพย์จะอำนวย “Chantry chapel” มาจากภาษาละตินว่า “Cantaria” ซึ่งแปลว่า “ใบอนุญาตให้สวดมนต์” ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “chapellenie”
Lady chapel ภาษาไทยใช้ ชาเปลพระแม่มารี หรือ เลดีชาเปล. “ชาเปลพระแม่มารี” มักจะเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารหรือวัดใหญ่ๆ ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของตัววัดและอุทิศให้พระแม่มารี และมักจะเป็นชาเปลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวัด
Side chapel ภาษาไทยใช้ คูหาสวดมนต์. คูหาสวดมนต์ คือบริเวณภายในมหาวิหารหรือวัดใหญ่ๆ ที่อุทิศให้เป็นบริเวณแยกจากส่วนกลางซึ่งอาจจะใช้เป็นทำพิธีย่อยหรือสวดมนต์วิปัสนาเป็นการส่วนตัว ที่ตั้งอาจจะเป็นมุขยื่นออกไปจากสองข้างทางเดินข้าง หรือรอบมุขด้านตะวันออก หรือบางครั้งก็ยื่นออกไปจากแขนกางเขน
Wayside chapels ภาษาไทยใช้ ชาเปล หรือ ชาเปลริมทาง. ชาเปลริมทาง คือเป็นศาสนสถานที่ใช้เป็นที่สักการะของคริสต์ศาสนิกชนที่มีขนาดเล็กและมักจะตั้งอยู่ในชนบท

Churchภาษาไทยใช้ วัด เป็นคำที่ใช้เรียกวัดโดยทั่วไปที่มิได้เป็นแบบใดแบบหนึ่งที่อธิบายในบทความนี้ เช่นวัดประจำท้องถิ่น หรือใช้เป็นคำสรรพนามที่ใช้โดยทั่วไปสำหรับคริสต์ศาสนถาน

Collegiate church ภาษาไทยใช้ วัดคอลเลจิเอท. วัดคอลเลจิเอท คือวัดที่ปกครองโดยกลุ่มนักบวชที่เรียกว่าแคนนอน (Canon) หรือ “Prebendary” ซึ่งมี “Dean” หรือ “Provost” เป็นประมุข การปกครองของวัดแบบคอลเลจิเอทจะคล้ายคลึงกับการปกครองของมหาวิหารเพียงแต่วัดคอลเลจิเอทไม่มีบาทหลวงประจำเท่านั้น
Parish church ภาษาไทยใช้ วัด หรือ วัดประจำเขต หรือ วัดประจำท้องถิ่น (เมื่อเป็นคำอธิบาย). วัดประจำท้องถิ่น คือวัดที่เป็นศูนย์กลางของเขตเช่นชุมชน มักจะใช้กับวัดในชนบท เช่น “Parish church of St. Mary” ก็จะเรียกเพียง “วัดเซนต์แมรี”

Monastery หรือ Friaryภาษาไทยใช้ สำนักสงฆ์ หรือ โมนาสเตอรี คำว่า โมนาสเตอรี คือหมายถึงกลุ่มนักบวชผู้ชายหรือผู้หญิงที่มาอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนและถือหลักปฏิบัติเดียวกัน สิ่งก่อสร้างมักจะประกอบอาคารสถานหลายอาคารที่จะมีวัดใหญ่เป็นหลัก

Abbey ภาษาไทยใช้ แอบบี. แอบบี มาจากภาษาละติน “abbatia” ซึ่งมาจากคำว่า “abba” ในภาษาซีเรียคที่แปลว่า “พ่อ” เป็นสำนักสงฆ์คริสต์ศาสนา หรือ คอนแวนต์ ที่ปกครองโดยหลวงพ่อ (Abbot) หรือ แอบเบส (Abbess) ซึ่งเปรียบเหมือนพ่อแม่ผู้เป็นผู้นำทางความศรัทธาของชุมชนที่อยู่ใต้การนำสำนัก “แอบบี”
Convent ภาษาไทยใช้ คอนแวนต์. คอนแวนต์ คือสำนักสงฆ์ของพระ หรือหลวงพ่อ หรือชี โดยเฉพาะในนิกายโรมันคาทอลิก และ นิกายอังกลิคัน ความหมายในปัจจุบันมักจะจำกัดว่าเป็นสำนักนักบวชสตรีเท่านั้น และคำว่า “monastery” ใช้สำหรับนักบวชผู้ชาย แต่ในประวัติศาสตร์สองคำนี้ใช้เปลี่ยนกันได้
Hermitage ภาษาไทยใช้ อาศรม หรือ เฮอร์มิเทจ. ในปัจจุบัน เฮอร์มิเทจ จะหมายถึงสถานที่อยู่ของนักบวชที่ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ เฮอร์มิเทจมักจะใช้กับผู้ตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยกันอย่างสันโดษไกลจากตัวเมืองหรือหมู่บ้าน เฮอร์มิเทจเป็นคริสต์ศาสนสถานอย่างหนึ่งของสำนักสงฆ์
Minster หรือ Munster ภาษาไทยใช้ มหาวิหาร. มินส์เตอร์ แต่เดิมเป็นคำที่ใช้เรียกสำนักสงฆ์ หรือสาขาซึ่งปกครองโดยหลวงพ่อมิใช่บาทหลวง แต่ในปัจจุบันหมายถึงวัดที่เคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อนหรือวัดใหญ่
Nunery ภาษาไทยใช้ สำนักชี หรือ นันเนอรี. สำนักชี คือสำนักชีทางคริสต์ศาสนา หรือ คอนแวนต์ ที่ปกครองโดยแอบเบส (Abbess) ซึ่งเปรียบเหมือนแม่ผู้เป็นผู้นำทางความศรัทธาของชุมชนที่อยู่ใต้การนำสำนัก “นันเนอรี”
Priory ภาษาไทยใช้ ไพรออรี. ไพรออรี เป็นสำนักสงฆ์ทางคริสต์ศาสนา ที่ปกครองโดย “Prior” ซึ่งเป็นตำแหน่งต่ำกว่าบาทหลวง

Mother Churchภาษาไทยใช้ วัดแม่. วัดแม่ อาจจะเป็นตำแหน่งที่แสดงลำดับความสำคัญของวัด เช่น“มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน” “วัดแม่” ของนิกายโรมันคาทอลิก หรือ มหาวิหารในสังฆมณฑลก็ถือว่าเป็น“วัดแม่” ของเขตในสังฆมณฑลที่ตั้งอยู่ คำนี้มักจะใช้กับวัดในนิกายคาทอลิกหรืออังกลิคันและจะไม่ค่อยใช้กันในนิกายโปรเตสแตนต์ ยกเว้น “First Church of Christ” ที่ บอสตัน ในมลรัฐแมสซาชูเซตส์ที่มักจะเรียกกันว่า “วัดแม่”


Oratoryภาษาไทยใช้ ชาเปล หรือ ออราทอรี. ออราทอรี คือห้องสวดมนต์เฉพาะส่วนภายในสำนักสงฆ์ นอกจากนั้นอาจจะเป็นสถานที่สักการะแบบกึ่งสาธารณะซึ่งสร้างโดยกลุ่มคนเช่นกลุ่มช่าง ออราทอรีจะเป็นสถานที่สักการะที่เป็นส่วนตัวมากกว่าวัดโดยทั่วไป เพราะวัดใครจะเข้ามาสักการะก็ได้ แต่ออราทอรีผู้มีสิทธิใช้คือผู้สร้างเท่านั้น


Ossuaryภาษาไทยใช้ วัดบรรจุกระดูก หรือ ชาเปลบรรจุกระดูก. วัดบรรจุกระดูก เป็นสถานที่ที่ใช้เก็บกระดูก[1]


Marian column และ Holy Trinity column
ภาษาไทยใช้ อนุสาวรีย์ตรีเอกภาพ หรือ อนุสาวรีย์ตรีพระแม่มารี. อนุสาวรีย์ตรีเอกภาพ เป็นอนุสาวรีย์ทางศาสนาสร้างเพื่ออุทิศแก่พระแม่มารี หรือ พระตรีเอกภาพเพื่อแสดงความขอบคุณที่กาฬโรคระบาดในยุโรปหยุดลงหรือในกรณีอื่นๆ การสร้างอนุสาวรีย์ตรีพระแม่มารีมีความนิยมกันระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง 18 และเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมบาโรก ตัวอนุสาวรีย์มักตั้งอยู่กลางเมือง

Shrinesภาษาไทยใช้ ศาล หรือ ไชรน์. ไชรน์ มาจากภาษาละติน “scrinium” ซึ่งแปลว่า “กล่อง” หรือโต๊ะเขียนหนังสือ ในสมัยแรกหมายถึงกล่องที่ทำด้วยอัญมณีมีค่าเป็นที่เก็บ วัตถุมงคล หรือรูปสัญลักษณ์ของลัทธินิยม ต่อมาความหมายก็ขยายเพิ่มโดยรวมถึงสถานที่ที่เป็นที่เก็บวัตถุมงคลหรือที่ฝังศพที่อุทิศให้กับวีระบุรุษ, ผู้พลีชีพเพื่อศาสนา, นักบุญ หรือผู้ที่ผู้คนนับถือ