ภูมิสถาปัตยกรรม (อังกฤษ: landscape architecture) อ่านออกเสียงว่า "พู-มิ-สะ-ถา-ปัด-ตะ-ยะ-กัม" เป็นศิลปะและวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการออกแบบวางแผน การอนุรักษ์และจัดการพื้นที่ใช้สอยภายนอกอาคาร รวมทั้งพื้นที่บางส่วนภายในหรือบนดาดฟ้าอาคารเพื่อความผาสุข สวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชน
ลักษณะโดยรวม
งานของภูมิสถาปนิกอาจครอบคลุมตั้งแต่การสรรค์สร้างสวนสาธารณะและถนนอุทยานไปจนถึงการวางผังบริเวณกลุ่มอาคารสำนักงาน จากการออกแบบที่พักอาศัยไปจนถึงการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองและการจัดการพื้นที่ธรรมชาติขนาดใหญ่ หรือการฟื้นฟูภูมิทัศน์ที่เสียหาย เช่น เหมืองแร่เก่า บริเวณฝังกลบขยะ ภูมิสถาปัตยกรรมทับซ้อนกับการจัดสวน ก็จริง แต่จะเป็นงานวิชาชีพที่มีปัจจัยพิจารณาในการออกแบบและมีขอบเขตกว้างขวางกว่า
ภูมิสถาปนิกทำงานในพื้นที่ภายนอกอาคารเกือบทุกชนิดและพื้นบางส่วนภายในหรือบนดาดฟ้าอาคาร ทั้งใหญ่และเล็ก ในเมืองและชนบท ทั้งด้วยวัสดุ “แข็ง” (hardscape) / “นุ่ม” (softscape) ภูมิสถาปนิกทำงานครอบคลุม:
รูปทรง ขนาดส่วนและการวางผังโครงการใหม่
งานที่พักอาศัยส่วนบุคคลและงานสาธารณะ
การออกแบบผังบริเวณโรงเรียน มหาวิทยาลัยและโรงแรม
สวนสาธารณะ สนามกอล์ฟ สวนสนุกและสนามเล่นกีฬาต่างๆ
บริเวณโครงการเคหะ นิคมอุตสาหกรรมและโครงการเชิงการค้า
ทางหลวง โครงสร้างทางการขนส่ง สะพานและทางผ่าน
ลานเมืองและลานชุมชนและระบบทางเดินเท้า
โครงการฟื้นฟูชุมชนเมืองขนาดเล็กและใหญ่
ป่า แหล่งท่องเที่ยว ภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ และการประเมินทางภูมิทัศน์หรือการศึกษาด้านการอนุรักษ์
ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape)
อ่างเก็บน้ำ เขื่อน สถานีไฟฟ้า บ่อขุดวัสดุทางอุตสาหกรรมหรือโครงการทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมทั้งบริเวณบริการนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ
การประเมินสภาพแวดล้อม การให้คำปรึกษางานวางแผนภูมิทัศน์และการทำข้อเสนอในการจัดการผืนแผ่นดิน
โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งและเกาะ
คุณค่าที่สำคัญที่สุดของภูมิสถาปัตยกรรมมักเกิดขึ้นในช่วงแรกของการวางผังแม่บทโครงการ ช่วงที่อยู่ในระหว่างการระดมความคิดในการกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการสร้างสรรค์การใช้สอยพื้นที่ ภูมิสถาปนิกสามารถให้แนวคิดรวมและจัดเตรียมผังหลักเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนและง่ายที่จะเข้าใจในขั้นต่อๆ มา ภูมิสถาปนิกสามารถจัดทำแบบก่อสร้างประกอบสัญญาจ้าง จัดทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้คำปรึกษา เป็นพยานผู้ชำนาญการในด้านการใช้ที่ดินเชิงนิเวศ นอกจากนี้ภูมิสถาปนิกยังสามารถจัดเตรียมเอกสารใบสมัครเพื่อการจัดหาแหล่งเงินลงทุนสำหรับโครงการด้วย
ความชำนาญเฉพาะในงานภูมิสถาปัตยกรรม
นักออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมและวิศวกรสำรวจ เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรทางกายภาพที่มีอยู่ และที่มีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบทางกายภาพที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เป็นผู้วางแผนผัง กำหนดจัดวาง คาดการณ์การใช้งานอย่างเป็นเหตุ-ผล เป็นผู้ที่รู้ซึ้งถึงความสัมพัน์ระหว่างการจัดวางองค์ประกอบทางธรรมชาติและกิจกรรมให้เกิดประโยชน์ มีความเหมาะสม ทั้งรู้ทรงของพื้นที่ ที่ว่าง ตลอดจนรักษาไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งรวมไปถึงงานภูมิทัศน์อ่อน (งานพืชพรรณ เช่น การออกแบบปลูกต้นไม้ และการสรรค์สร้างพื้นที่สีเขียวกลางแจ้งทุกประเภท บุคคลเหล่านี้ทำงานภาครัฐทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น บางคนอาจทำงานภาคเอกชนหรือทำงานอิสระ รับเป็นที่ปรึกษาส่วนราชการ อุตสาหกรรม พาณิชกรรมและเอกชนรายบุคคล ผู้จัดการภูมิทัศน์ ใช้ความรู้ด้านวัสดุพืชพรรณและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติในการให้คำแนะนำในการดูแลรักษาระยะยาวและในการพัฒนาภูมิทัศน์ บุคคลเหล่านี้ทำงานเกี่ยวกับพืชสวน การจัดการสถานที่ ป่า การอนุรักษ์ธรรมชาติและเกษตรกรรม นักวิทยาศาสตร์ภูมิทัศน์ มีทักษะพิเศษเช่น ปถพีวิทยา อุทกวิทยา ภูมิสัณฐาน หรือพฤกษศาสตร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาในงานภูมิทัศน์ งานของบุคคลเหล่านี้อาจไล่ตั้งแต่การสำรวจบริเวณไปจนถึงการประเมินสิ่งแวดล้อมของบริเวณขนาดใหญ่เพื่อการวางแผนหรือการจัดการ และอาจทำรายงานผลกระทบในโครงการพัฒนาหรือในความสำคัญเฉพาะของพรรณไม้หรือสัตว์บางชนิดในพื้นที่ นักวางแผนภูมิทัศน์ เกี่ยวข้องและดูแลในด้านตำแหน่งที่ตั้ง วิวทิวทัศน์ นิเวศวิทยาและการใช้ที่ดินในเชิงนันทนาการของเมือง ชนบท และพื้นที่ชายฝั่ง งานที่บุคคลกลุ่มนี้ทำรวมถึงการเขียนรายงานด้านนโยบายและยุทธวิธี และลงท้ายด้วยการส่งผังรวมสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ การประเมินและและประมาณค่าพร้อมทั้งการจัดทำแผนการจัดการเพื่อนำไปใช้ในการทำแผนนโยบาย บางคนอาจมีสร้างสมความชำนาญเฉพาะเพิ่มเติม เช่น งานภูมิทัศน์โบราณคดี หรือกฎหมายที่เกี่ยวของกับภูมิทัศน์
ประวัติ
มนุษยชาติทั่วโลกต่างก็ได้สร้างสวนมานานนับสหัสวรรษ สวนญี่ปุ่น และสวนสวรรค์เปอร์เซีย สวนสวรรค์เหล่านี้นับเป็นตัวอย่างของสวนประเพณีโบราณ สวนลอยบาบิโลนสร้างโดยพระเจ้าเนบูชาดเนสซาที่ 2 ประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล ในยุโรป เรนาซองส์ได้นำมาซึ่งยุคแห่งการออกแบบที่ยิ่งใหญ่ รวมทั้งสวนเพื่อความปีติต่างๆ เช่น วิลลา เดอเอสเต ที่ ทิโวลิ สวนเรนาซองส์ที่สร้างระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 17 (พ.ศ. 2043-2243) ได้บรรลุถึงขีดสูงสุดแห่งความยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นผลงานของ อังเดร เลอ โนตร์ ณ วัว เลอ วิกกอง และ แวร์ซาย
ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 (ระหว่าง พ.ศ. 2244-2343) อังกฤษเริ่มเน้นสไตล์ใหม่ของ “สวนภูมิทัศน์” บุคคล เช่น วิลเลียม เคนท์ ฮัมฟรีย์ เรพตัน รวมทั้งโจเซฟ แพกซ์ตัน และผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกคนหนึ่งคือ ลานเซลอต บราวน์ “ผู้สามารถ” ได้แปรเปลี่ยนอุทยานคฤหาสที่ยิ่งใหญ่ของอังกฤษให้กลายเป็นธรรมชาติที่เรียบและสะอาดงดงาม อุทยานเหล่านี้ยังคงเหลือให้ชมในปัจจุบันหลายแห่ง คำว่าภูมิสถาปัตยกรรมในภาษาอังกฤษคือ “Landscape Architecture” ได้ถุกเรียกเป็นครั้งแรกโดยชาวสก็อตชื่อ กิลเบิร์ต เลง มีสัน ในหนังสือชื่อเรื่อง ภูมิสถาปัตยกรรมแห่งจิตรกรรมอันยิ่งใหญ่แห่งอิตาลี (ลอนดอน พ.ศ. 2371) เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเภทของสถาปัตยกรรมที่ปรากฏในภาพเขียนภูมิทัศน์ คำว่า “ภูมิสถาปัตยกรรม” ได้รับการตอบรับนำมาใช้ต่อมาโดย เจซี ลูดอน และเอ.เจ. ดาวนิง สำหรับประเทศไทยเริ่มใช้คำว่า "ภูมิสถาปัตยกรรม" ประมาณ พ.ศ. 2498 เมื่อเริ่มมีการเปิดสอนวิชานี้ในชั้นปีที่ 3 ของหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์บัณฺฑิตในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเปิดสอนเป็นครั้งแรกโดยอาจารย์จันทรลดา บุณยมานพ ซึ่งจบปริญญาโทด้านภูมิสถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา
ล่วงสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19 (พ.ศ. 2344-2443) การวางแผนชุมชนเมืองเริ่มมีบทบาทสำคัญโดยเป็นการผสมผสานระหว่างการวางแผนสมัยใหม่รวมกับสวนภูมิทัศน์ประเพณี ซึ่งทำให้ภูมิสถาปัตยกรรมกลายเป็นจุดรวมสำคัญที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเองขึ้น ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษ เฟรเดอริก ลอว์ ออล์มสเตด ได้ออกแบบสวนสาธารณะหลายแห่งออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลายเป็นผลที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการปฏิบัติวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมในยุคปัจจุบัน สวนสาธารณะดังกล่าวบางแห่งได้แก่ เซ็นทรัลปาร์ก ในนครนิวยอร์ก พรอสเป็กปาร์ก ใน บรุกลีน และในนครบอสตัน ที่ได้ชื่อเรียกกันว่า ระบบสวนสาธารณะ “สร้อยหยกเขียว”
ภูมิสถาปัตยกรรมได้พัฒนาตัวเองมาเป็นสาขาวิชาชีพการออกแบบเฉพาะ ได้สนองตอบต่อขบวนการออกแบบและสถาปัตยกรรมตลอดช่วงเวลาในคริสต์ศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2444-2543) ปัจจุบัน การค้นคิดสิ่งใหม่ๆ มีผลให้การแก้ปัญหาทางภูมิสถาปัตยกรรมในทางที่ก้าวหน้าขึ้นสำหรับในงานภูมิทัศน์ถนน สวนสาธารณะและอุทยาน ผลงานของ มาร์ธา ชวาท์ส ในสหรัฐฯ และในยุโรป เช่น ชูเบิร์กปลิน ในรอตเตอร์ดาม เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ
ประวัติความเป็นมาของภูมิสถาปัตยกรรมในประเทศไทย
ประวัติความเป็นมาของภูมิสถาปัตยกรรมของประเทศไทยไม่เป็นที่ชัดเจนนัก อาจเป็นด้วยหลักฐานทั้งทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีถูกทำลายในในสงครามไทย-พม่าที่กรุงศรีอยุธยาโดยเฉพาะเมื่อ พ.ศ. 2310 ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงสมัยสุโขทัยกล่าวไว้เพียงการปลูกต้นไม้เชิงเกษตรกรรมไว้เบื้องเหนือเบื้องใต้ มีกล่าวถึงตระพังหรือสวนน้ำไว้บ้างแต่ไม่พรรณนารูปแบบและความสวยงาม
บาทหลวงชาวฝรั่งเศสบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสวนในสมัยพระนารายณ์มหาราชไว้พอควร ว่ามีชาวต่างประเทศนำพรรณไม้แปลกๆ มาถวาย และทรงลงมือทำสวนด้วยพระองค์เองในพระราชวังลพบุรี ไม่กล่าวถึงรูปแบบและความสวยงามที่มีนัยสำคัญไว้เช่นกัน
สมัยต้นรัตนโกสินทร์มีการนำรูปแบบสวนจีนมาสร้างในพระบรมมหาราชวังและวัดสำคัญ เรียกว่าเขามอ มีการสร้างสวนซ้ายสวนขวา เริ่มมีการสร้างสวนเพื่อความปีติในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีสวนและมีรูปแบบของสวนปรากฏชัดเจนขึ้น มีการนำรูปแบบสวนยุโรปซึ่งกำลังผ่านความรุ่งเรืองของยุคเรนาซองส์ โดยมีนายช่างฝรั่งที่เข้ามารับราชการ เช่น นายเฮนรี อาลบาสเตอร์ หรือพระเศวตศิลา ต้นตระกูลเศวตศิลารวมทั้งคนอื่นๆ มาเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างสวนหลายแห่ง อุทยานสราญรมย์เป็นตัวอย่างสวนที่ยังหลงเหลือและได้รับการบูรณะให้สวยงามในปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอาจเป็นผู้ให้กำเนิดการผังเมืองและภูมิสถาปัตยกรรมเป็นพระองค์แรกก็ว่าได้ พระราชหัตถ์เลขาถึงเจ้าพระยาวรพงศ์ระหว่าง พ.ศ. 2444-2452 เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าพระองค์ทรงเชี่ยวชาญในงานทั้งสองสาขานี้อย่างไร ทรงรู้จักต้นไม้ พร้อมทั้งชื่อและอุปนิสัยพรรณไม้ต่างๆ ที่ใช้ปลูกทั้งในสวนและในเมืองนับได้เกือบร้อยชนิด
งานสวนและสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลยุโรปในรัชกาลที่ 4-5 ได้ต่อเนื่องมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 และ 7 เช่น วังฤดูร้อนต่างๆ เป็นต้นว่า พระราชวังบ้านปืน และพระตำหนักมฤคทายวัน เพชรบุรี วังสนามจันทร์ นครปฐมและวังไกลกังวล เป็นต้น รูปแบบของสวนไม่เป็นที่เด่นชัดว่ามีรูปแบบอย่างไร กล่าวกันว่าเป็นงานประกอบที่ทำโดยสถาปนิกชาวยุโรปผู้ออกแบบและก่อสร้างอาคาร ซึ่งอาจมีรูปแบบที่สวยงามแต่ได้ถูกแปรเปลี่ยนไปโดยกาลเวลา
สวนและงานภูมิสถาปัตยกรรมได้หยุดนิ่งมาตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปลายรัชกาลที่ 7 และเริ่มขยับตัวขึ้นใหม่ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ที่เริ่มพัฒนาประเทศและสมัยเริ่มสงครามเวียดนาม การใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ทำให้มีความต้องการบ้านเช่าที่มีสวน ต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนสร้างโรงแรม เช่น โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเน็นตัล (ปัจจุบันถูกรื้อกลายเป็นศูนย์การค้าสยามพารากอน) และโครงการเงินกู้ได้เผยโฉมของภูมิสถาปัตยกรรมให้ปรากฏ ช่างจัดสวนไทยจึงได้เคยเห็นและรู้จักวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมที่เป็นสากลเป็นครั้งแรก ในขณะเดียวกัน เทศบาลนครกรุงเทพฯ ก็ได้เริ่มรณรงค์จัดสวนตามมุมต่างๆ ของถนน เรียกว่า “สวนหย่อม” โดยเลียนแบบ “สวนญี่ปุ่น” ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้น
การเร่งรัดพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมที่จะต้องเร่งแก้ไขทำให้ภูมิสถาปัตยกรรมได้รับการยอมรับมากขึ้นในประเทศไทย
วิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรม
ภูมิสถาปนิกถือว่าเป็นนักวิชาชีพในลักษณะเดียวกันกับแพทย์และนักกฎหมายเนื่องจากบุคคลเหล่านี้ จะต้องได้รับการศึกษาเป็นการพิเศษเฉพาะและจะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเช่นเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพอื่น
ในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ การเข้าสู่สายวิชาชีพจะต้องผ่านการศึกษาเล่าเรียนขั้นสูง ผ่านการฝึกหัดงานและผ่านการสอบรับใบอนุญาต ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องประโยชน์แห่งสาธารณชนจากความเสียหายที่อาจได้รับจากผู้ไม่มีความรู้ความสามารถและไม่มีจรรยาบรรณ ผู้ปฏิบัติวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมจะรวมตัวกันตั้งสมาคมวิชาชีพขึ้นเพื่อร่วมกันจรรโลงสาขาวิชาชีพแห่งตนให้เข้มแข็ง ในสหรัฐฯ คือสมาคมภูมิสถาปนิกอเมริกัน (American Society of Landscape Architects - ASLA) ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2442 นับเป็นสมาคมวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมแห่งแรกของโลก
ประเทศไทยได้ก่อตั้ง “สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย” Thai Association of Landscape Architects-TALA เมื่อ พ.ศ. 2530 หลังสหรัฐฯ 88 ปี การควบคุมวิชาชีพกระทำโดยใช้กฎหมายบังคับให้ผู้ปฏิบัติวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
อาจกล่าวได้วิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทยที่มีการออกแบบเฉพาะโดยภูมิสถาปนิกโดยตรง และมีการแยกสัญญาจากงานสถาปัตยกรรมเริ่มเมื่อประมาณ พ.ศ. 2515 โดยข้อกำหนดของธนาคารโลกในโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาวิทยาเขตใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บ่งให้ใช้ภูมิสถาปนิก
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสำนักงานภูมิสถาปนิกมากกว่า 30 แห่ง วิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรมของประเทศไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของสภาสถาปนิกตาม พระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. 2543 ซึ่งใช้แทนพระราชบัญญัติควบคุมวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2508
การศึกษาด้านภูมิสถาปัตยกรรม
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกในโลกที่เปิดสอนวิชาภูมิสถาปัตยกรรมในระดับมหาวิทยาลัย โดยเปิดสอนระดับปริญญาตรี เมื่อ พ.ศ. 2443 ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ ปัจจุบันได้มีการเปิดสอนในเกือบทุกประเทศในโลก จากการสำรวจของสหพันธ์ภูมิสถาปนิกนานาชาติ (IFLA) เมื่อ พ.ศ. 2547 พบว่ามีสถาบันระดับมหาวิทยาลัย 204 แห่งใน 43 ประเทศของโลก (ที่ส่งแบบสอบถามกลับ) [1] ที่เปิดสอนวิชาภูมิสถาปัตยกรรมระดับวิชาชีพปริญญาตรี โทและเอก รวมทั้งปริญญาตรีก่อนวิชาชีพหลักสูตร 4 ปี (Pre-professional degree)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดสอนวิชาภูมิสถาปัตยกรรมระดับปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปีเป็นแห่งแรกในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ในปี พ.ศ. 2521 ปัจจุบัน ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรมในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้สังคมแล้วมากกว่า 25 รุ่น หรือประมาณ 500 คน ต่อมาได้มีการเปิดสอนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดสอนระดับปริญญาตรีวิชาชีพหลักสูตร 5 ปีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการเปิดสอนระดับปริญญาโทเพิ่มขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต (ภูมิสถาปัตยกรรม) แห่งแรกของประเทศไทย
ปัจจุบันคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เปิดหลักสูตรด้านภูมิสถาปัตยกรรมในระดับปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เป็นที่แรกของประเทศไทยแล้วเพื่อเพิ่มทางเลือกทางการศึกษาสาขานี้ให้มีความหลากหลายขึ้น โดยจะเปิดรับนักศึกษาในปีการศึกษา พ.ศ. 2550 เป็นปีแรก
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาปัตยกรรมไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาปัตยกรรมไทย แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
อาณาจักรทวารวดี

อาณาจักรทวารวดีเป็นชื่อบ้านเมืองแรกของบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทางภาคกลางของประเทศไทยที่มีการติดต่อกับอารยธรรมของอินเดีย ทั้งรูปแบบทางการค้าชายฝั่งทะเลและการรับวัฒนธรรมจากอินเดียโดยตรง ชื่อทวารวดีปรากฏจากบันทึกการเดินทางของพระสงฆ์จีนชื่อ เหี้ยนจัง กล่าวถึงประเทศที่อยู่ระหว่างศรีเกษตรและอีสานปุระว่า “โถลอปอติ” บันทึกของอี้จิงก็กล่าวถึงประเทศ “ตู้เหอปอตี่” ว่าอยู่ประมาณทางภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบัน หลักฐานทางโบราณคดีของชื่อ ทวารวดี ได้จากเหรียญเงินซึ่งพบที่จังหวัดนครปฐม อู่ทอง สุพรรณบุรี และ อินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี บนเหรียญเงินเหล่านี้มีคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤตอักษรปัลลวะว่า “ศรีทวารวตี ศวรปุณยะ” แปลว่า “บุญของพระราชาแห่งทวารวดี”
หลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรทวารวดีพบอยู่โดยทั่วไปทางภาคกลางบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดไปจนถึงบางส่วนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ร่องรอยของชุมชนโบราณแบบทวารวดีขนาดใหญ่ คือ บริเวณเมืองนครไชยศรี หรือนครปฐมโบราณ มีสถาปัตยกรรมที่สำคัญ คือวัดพระเมรุและเจดีย์จุลประโทน นอกจากนี้ยังพบหลักฐานโบราณวัตถุ พบชุมชนร่วมสมัยที่คูบัว จังหวัดราชบุรี อู่ทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี จันเสนโบราณและเมืองบนจังหวัดนครสวรรค์
จากการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณภาคกลางของประเทศไทยพบว่าเมืองโบราณสมัยทวารวดีมีรูปแบบและพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่ติดต่อกับอารยธรรมอินเดีย และมีพัฒนาการขึ้นเป็นบ้านเมือง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา บ้านเมืองเหล่านี้พัฒนาการมาจากชุมชนโบราณที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และได้มีการพัฒนาการขึ้นเป็นเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบที่เรียกกันว่าเมืองแบบทวารวดี ชุมชนโบราณเหล่านี้มีพัฒนาการต่อเนื่องจนถึงสมัยอยุธยา
วัฒนธรรมทวารวดีได้แพร่กระจายจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทางภาคกลางของประเทศไทยไปทั่วทุกภูมิภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากชุมชนโบราณที่โคกสำโรง และบ้านหมี่จังหวัดลพบุรี และเมืองศรีเทพ เพชรบูรณ์ซึ่งเป็นเมืองสำคัญจากลุ่มแม่น้ำป่าสักไปสู่ลุ่มแม่น้ำมูล และลุ่มแม่น้ำชีทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งได้พบเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดิน โบราณวัตถุและหลักฐานเสมาหินซึ่งเป็นโบราณวัตถุตามคติทางพุทธศาสนา เสมาหินที่พบมีหลายแห่งที่ปรากฏภาพสลักพุทธประวัติและชาดกทางพุทธศาสนา รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโดม (2533 : 345-346) เสนอความเห็นว่าเสมาหินวัฒนธรรมทวารวดี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีหน้าที่ 3 อย่าง คือ กำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์โดยล้อมรอบเขตพิธีกรรมทางพุทธศาสนา การสร้างขึ้นเพื่อพุทธบูชาแล้วนำไปปักไว้ในเขตศักดิ์สิทธิ์ และเสมาหินขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่แทนพระสถูปเจดีย์
ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอริเย แบ่งพัฒนาการของวัฒนธรรมทวารวดีออกเป็น 3 ระยะคือ ระยะแรกเป็นวัฒนธรรมทวารวดีแบบดั้งเดิมนับถือ พระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท ระยะที่สอง แสดงถึงอิทธิพลจากทางภาคใต้ซึ่งนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายานและได้แพร่ไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และระยะที่สามเมื่อพุทธศาสนาลัทธิมหายานเสื่อมลง พุทธศาสนาลัทธิเถรวาทจึงกลับมาปรากฏในวัฒนธรรมทวารวดีอีกครั้ง จากการศึกษาประติมากรรมทางพุทธศาสนา วัฒนธรรมทวารวดี นักประวัติศาสตร์ศิลปะแบ่งรูปแบบออกเป็น 3 แบบคือ รูปแบบแรกราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 ได้รับอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ รูปแบบที่สองระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-16 พุทธศาสนามหายานได้แพร่เข้าไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประติมากรรมที่เป็นรูปเคารพจึงเป็นคติมหายานมีการพบรูปพระโพธิสัตว์จำนวนมากรูป แบบที่สาม ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15-18 ได้รับอิทธิพลศิลปะขอมเขมรโบราณแบบบาปวน
จากการพบหลักฐานทางสถาปัตยกรรมและชุมชนโบราณ วัฒนธรรมทวารวดีช่วงระยะแรกในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดีอยู่บริเวณใด นักโบราณคดีบางท่านให้ความเห็นว่า ทวารวดีเป็นเพียงอาณาจักรเล็ก ๆ ที่มีเมืองลพบุรีเป็นเมืองหลวง บางท่านเห็นว่าศูนย์กลางของอาณาจักรทวาวรวดีอยู่ที่เมืองนครปฐม เนื่องจากเมืองนครปฐมโบราณเป็นเมืองที่มีคูน้ำล้อมรอบขนาดใหญ่ ได้พบศาสนสถานและเหรียญจารึกที่กล่าวถึงอาณาจักรทวารวดี แต่อย่างไรก็ตามเหรียญเงินที่มีข้อความจารึกกล่าวถึงทวารวดียังพบที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และอินทรบุรี จังหวัดสิงห์บุรีเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามการพบศาสนสถานและศิลปะวัตถุหลายรูปแบบและหลายชุมชนโบราณกระจายโดยกว้างนี้ นักโบราณคดีบางท่านให้ความเห็นว่า วัฒนธรรมแบบทวารวดีอาจแพร่หลายโดยกว้างขวางในชุมชนโบราณที่มีการพัฒนาการขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-16 แต่ยังไม่มีอำนาจทางการเมืองแบบรวมศูนย์หากเป็นเพียงรูปแบบของเมืองเบ็ดเสร็จที่เกิดขึ้นพร้อมกันและต่างก็มีอิสระตลอดจนพัฒนาการทางวัฒนธรรมร่วมกัน เนื่องจากสามารถติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างสะดวกทั้งทางบกและทางทะเล รวมทั้งชุมชนที่อยู่ตอนในซึ่งห่างไกลออกไป เมืองเหล่านี้ต่างก็มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ในตัวเองทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ ความเชื่อ ศาสนาและศิลปกรรมซึ่งเมืองทั้งหมดเหล่านี้คือชุมชนโบราณที่พัฒนาการขึ้นเป็นบ้านเมืองวัฒนธรรมทวารวดีนั่นเอง
โบราณวัตถุ โบราณสถานและแหล่งโบราณคดี
โบราณวัตถุ โบราณสถานและแหล่งโบราณคดี
สถาปัตยกรรม
นอกจากโบราณวัตถุ ซึ่งพบตามแหล่งโบราณสถานดังกล่าวมาแล้ว จังหวัดนครสวรรค์ยังมีสถาปัตยกรรมโบราณในแหล่งต่าง ๆ สืบมาจนถึงปัจจุบัน ในเขตพื้นที่ต่อไปนี้
อำเภอเมืองนครสวรรค์
อำเภอพยุหะคีรี
อำเภอท่าตะโก
อำเภอชุมแสง
อำเภอเมืองนครสวรรค์
1. เมืองพระบาง ตั้งอยู่บริเวณวัดสี่เข่า ซึ่งเป็นวัดตั้งอยู่กลางเมืองตัวเมือง มีคันกำแพงและคูเมือง กำแพงกว้าง ยาวด้านละ 4 เส้น (160 เมตร) (ภาพที่ 3.21) มีเจดีย์ตั้งอยู่กลางเมืองและพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน เศียรขนาด 20 กำมือ ตัวเมืองตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองนครสวรรค์ ราว 2 กิโลเมตร ในเขตเทศบาล เป็นเมืองเก่าสมัยสุโขทัย ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนต้นเรียกว่า เมืองพังคา ยังมีแนวกำแพงดินรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีคูน้ำล้อมรอบยาวด้านละ 80 เมตร สูง 1.50 เมตร กว้าง 2 เมตร ต่อมาสมัยกรุงธนบุรีแม่น้ำปิงเปลี่ยนทางเดิน จึงย้ายเมืองไปตั้งบริเวณใต้มณฑลทหารบกที่ 4 บริเวณบ้านตลาดไผ่ล้อม บางครั้งก็เรียกเมืองทานตะวันหรือเมืองชอนตะวัน เมืองพระบางและวัดสี่เข่าได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.247824
นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักฐานอีกว่า เมืองพระบางตั้งอยู่เชิงเขากบ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และด้านทิศตะวันออก ติดต่อกับแม่น้ำปิงราว 300 เมตร ด้านทิศใต้ ห่างจากบริเวณที่แม่น้ำปิงบรรจบแม่น้ำน่านประมาณ 700 เมตร ลักษณะเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมนตั้งขนานกับแม่น้ำปิง ตามสภาพภูมิประเทศขนาดของเมืองโดยประมาณ น่าจะราว 500 x 600 เมตร ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองพระบางยังปรากฏเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซ้อนกัน 2 เมือง ขนาดราว 200 x 250 เมตร และ 80 x 200 เมตร นอกจากนี้ยังมีหนองสมบุญทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเมืองพระบางราว 3 เท่า25
ลักษณะการตั้งเมืองพระบางคล้ายกับเมืองสมัยทวารวดี เช่น เมืองดอนคา อำเภอท่าตะโก เมืองบน (โคกไม้เดน) อำเภอพยุหะคีรี เป็นต้น กล่าวคือ ตั้งตามสภาพภูมิประเทศบริเวณดินตะกอนลำน้ำเก่าหรือชั้นดินจากการผุพังของชั้นหินปูน ส่วนบริเวณที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมน่าจะอยู่ในสมัยลพบุรี
ตัวเมืองพระบางในอดีต
2. วัดกบ หรือวัดวรนาถบรรพต หรือวัดปากพระบาง ตั้งอยู่บนเขากบ เขตเทศบาลเมืองนครสวรรค์ ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกับเมืองพระบางที่ตั้งอยู่เชิงเขา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพบศิลาจารึก เมื่อ พ.ศ.2464 บนเขากบใกล้กับรอยพระพุทธบาทของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ซึ่งในศิลาจารึกนครชุม กล่าวว่า “พระยาธรรมิกราชให้ไปพิมพ์เอารอยตีนพระเป็นเจ้าเถิงสิงหลอันเหยียบเหนือจอมเขาสุมนกูฎบรรพต ประมาณเท่าใดเอามาพิมพ์ไว้จุ่งคนทั้งหลายเห็นแท้ อันหนึ่งประดิษฐานไว้เหนือจอมเขาที่ปากพระบาง”26 ส่วนศิลาจารึกหลักที่ 11 พ.ศ.1962 (วัดกบ) กล่าวถึง การสร้างพระเจดีย์วิหารอุทิศให้พระยารามผู้น้อง27 ซึ่งสอดคล้องกับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐ ความว่า “ศักราช 781 (พ.ศ.1962) พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้านฤพาน เมืองเหนือทั้งปวงเป็นจลาจล เสด็จขึ้นไปถึงพระบาง พระยาบาลเมืองและพระยารามออกถวายบังคม” ภายในวัดมีสิ่งสำคัญคือ
- เจดีย์ทรงลังกาหรือทรงระฆัง ก่ออิฐถือปูน ลักษณะองค์ระฆังตั้งอยู่บนฐาน เป็นเจดีย์ในรุ่นหลังราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 ลักษณะบัลลังก์ไม่มีเสาหานแบบศิลปะสุโขทัย (ภาพที่ 3.22)
- พระพุทธรูปศิลาปางนาคปรก ศิลปะลพบุรีได้รับการซ่อมแซมแล้ว อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 คล้ายกับพระพุทธรูปนาคปรกที่พบบริเวณเขาตาคลี (ภาพที่ 3.23)
- รอยพระพุทธบาท (หินชนวน) ลายดอกบัวตรงกลางมีขนาดเล็กกว่ารอยพระพุทธบาทเขาหน่อ อำเภอบรรพตพิสัย และลักษณะร่องรอยตื้นกว่า (ภาพที่ 3.24)
เขากบขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
3. วัดบน ตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมืองนครสวรรค์ ภายในวัดประกอบด้วยฐานอุโบสถและวิหารก่อด้วยอิฐและมีกำแพงแก้ว (ก่ออิฐ) ล้อมรอบกลุ่มโบราณสถาน ส่วนขนาดของโบราณสถานยังไม่ชัดเจน เพราะยังไม่ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี
วัดบนขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
4. วัดช่องลม ตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีสิ่งสำคัญคือ อุโบสถ กำหนดอายุสมัยสุโขทัย
วัดช่องลมขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
5. วัดจอมคีรีนาคพรต ตั้งอยู่ในเขตตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมืองนครสวรรค์ ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ คือ วิหาร อุโบสถ และพระพุทธรูปปางมารวิชัย ได้รับการซ่อมแซมต่อเนื่องมา กำหนดอายุสมัยสุโขทัย-อยุธยา กลุ่มโบราณสถานดังกล่าวตั้งอยู่บนเขาบวชนาค ทางชายฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากวัดกบ (วรนาถบรรพต) มาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 3 กิโลเมตร ในขณะที่วัดเขากบตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ก่อนที่แม่น้ำปิงจะรวมกับแม่น้ำน่านราว 1 กิโลเมตร ดังนั้นทั้งเขากบและเขาบวชนาคจึงเป็นทั้งที่ตั้งศาสนสถานที่สำคัญของเมืองนครสวรรค์ และเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสังเกตการณ์และชุมนุมกองทัพในสมัยอยุธยา โดยเฉพาะลักษณะการตั้งศาสนสถานบนภูเขาได้ปรากฏมาแล้วตั้งแต่สมัยทวารวดี เช่น บ้านโคกไม้เดน บ้านเขาบ่อพลับ อำเภอพยุหะคีรี จึงแสดงแนวคิดหรือคติในการสร้างพุทธสถานไว้บนภูเขา ซึ่งโบราณสถานรูปทรงเจดีย์บนเขาบ่อพลับ พบว่ามีการสร้างต่อเนื่องมาถึงสมัยลพบุรีและสุโขทัย
กลุ่มโบราณสถานเขาบวชนาค ขึ้นทะเบียนโบราณสถานโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
6. วัดกระดี่ทอง ตั้งอยู่ในเขตตำบลนครสวรรค์ สิ่งสำคัญในวัด คือ เจดีย์วัดกระดี่ทอง ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
7. วัดหนองปลาแห้ง ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 4 ตำบลนครสวรรค์ออก จากการสำรวจได้พบเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ขนาด 6 x 6 เมตร สูง 10 เมตร ลักษณะก่ออิฐถือปูน แบบศิลปะอยุธยา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 นอกจากนี้ ยังพบแนวคูน้ำล้อมรอบขนาด 500 x 1,000 เมตร แต่มีแนวชัดเจนทางด้านทิศใต้ ส่วนทางด้านอื่นถูกบุกรุกจากการก่อสร้างถนน และบ้านเรือนราษฎร พื้นที่บริเวณนี้แต่เดิมน่าจะเป็นวัดสมัยอยุธยา ต่อมามีการดัดแปลงเป็นค่ายสำหรับพักไพร่พลในระหว่างสงคราม อาจจะเป็นค่ายของกองทัพไทยในคราวรบกับพม่าที่ล้อมเมืองพิษณุโลกใน พ.ศ.2313 โดยใช้เมืองนครสวรรค์เป็นค่ายลำเลียงเสบียงที่สำคัญ ซึ่งพระยาราชาเศรษฐีตั้งค่ายอยู่ ณ เมืองนครสวรรค์
8. วัดเกาะหงษ์ ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 6 ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งมีประวัติว่า เรียกชื่อ วัดตามเสาหงส์ ที่เคยตั้งอยู่ในวัด ทั้งนี้เพราะเป็นชุมชนมอญเดิม และมักจะใช้เสาหงส์เป็นสัญลักษณ์ นอกจากนี้ ยังคงมีวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า สะบ้า แข่งเรือ ลูกช่วง ปิดทองไหว้พระ เป็นต้น28 สิ่งสำคัญภายในวัดได้แก่ วิหารก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผาเป็นวิหารขนาด 5 ห้อง มีขนาดยาว 21 เมตร กว้าง 8 เมตร มีมุขด้านหน้าและด้านหลัง หลังคาลด 2 ชั้น เครื่องบนหลังคาประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง ปูนปั้นประดับกระจกสี หน้าบันด้านทิศตะวันออกเป็นลายปูนปั้นเรื่องรามเกียรติ์ ด้านทิศตะวันตกเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ประตูทางด้านทิศตะวันออกมีขนาด กว้าง 1.50 เมตร สูง 2.60 เมตร ประตูด้านทิศตะวันตก กว้าง 1 เมตร สูง 1.73 เมตร ผนังด้านนอกมีรอยพระพุทธบาทขนาดหน้าต่างของวิหาร กว้าง 99 ซม. สูง 1.75 เมตร
ด้านในวิหารที่ผนังมีร่องรอยจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งถูกทางวัดใช้สีเขียนทับไว้เมื่อสีกะเทาะออก พบว่ามีภาพจิตกรรมรูปเทวดา เป็นภาพต่อเนื่องกันไปแบบศิลปะอยุธยาในระหว่าง พ.ศ.2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นและทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในประพาสต้น ความว่า “วันที่ 12 เวลาเที่ยงถึงวัดเกาะหยุดสำหรับกินข้าวได้ทำมาตามทางแล้วขึ้นบก พบสมภารอายุ 87 ปี เคี้ยวจัดเหมือนสมเด็จตาจารใจพุย์ ตาบอดข้างหนึ่ง รูปร่างเปล่งปลั่งดี วัดใหญ่รักษาสะอาด มีตึกอย่างเก่า 2 หลัง ในโบสถ์จารึกว่าสร้างเมื่อศักราช 1155 (2336) มีของประหลาด พระกระจายยืนรูปร่างดี ได้ขอพระแล้วให้เงินไว้สร้างเปลี่ยนใหม่ ต่อมาอีกชั่วโมงเศษถึงนครสวรรค์” ลักษณะสถาปัตยกรรมวิหาร เป็นรูปแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย-รัตนโกสินทร์ตอนต้น
อำเภอพยุหะคีรี
1. วัดพระปรางค์เหลือง ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่ 1 ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหะคีรี บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากเมืองบน บ้านโคกไม้เดนทางทิศตะวันตกราว 500 เมตร แนวถนนเลียบแม่น้ำได้แบ่งพื้นที่โบราณสถานออกจากบริเวณวัด
จากการสำรวจพบว่าเป็นโบราณสถานก่ออิฐถือปูนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ราว 15 เมตร สูง 5 เมตร ส่วนบนพังทลายไปแล้วขนาดอิฐกว้าง 16 ซม. ยาว 30 ซม. หนา 6 ซม. บริเวณเนินเจดีย์ได้พบระฆังหิน ขนาด 12 x 70 x 110 ซม. มีรูขนาด 8 ซม. ด้านทิศตะวันออกของเจดีย์มีอุโบสถก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา ขนาดกว้าง 6.90 เมตร ยาว 10.50 เมตร ผนังหนา 50 ซม. สูง 75 ซม. มีประตู 2 แห่ง พื้นปูกระเบื้องดินเผาขนาด 29 x 29 ซม. หนา 2 ซม. ส่วนหน้าบันพื้นปูนปั้น ประดับด้วยเครื่องเบญจรงค์และเครื่องถ้วยจีน
โบราณวัตถุภายในอุโบสถ
- พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยาตอนปลาย ขนาดหน้าตัก 1.35 เมตร ฐานชุกชี กว้าง 2.20 เมตร สูง 80 ซม. ยาว 3.55 เมตร ขนาดอิฐกว้าง 14 ซม. ยาว 29-30 ซม. หนา 6.7 ซม.
- ชิ้นส่วนใบเสมาศิลปะอยุธยาและชิ้นส่วนมกรดินเผาโบราณสถานบริเวณนี้น่าจะสร้างซ้อนทับกันอย่างน้อย 3 ครั้ง กล่าวคือ ฐานชั้นล่างสุดน่าจะเป็นสมัยทวารวดี ซึ่งจะต้องดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี ส่วนเจดีย์ควรจะอยู่ในสมัยอยุธยาและด้านทิศตะวันออกมีอุโบสถ ซึ่งสร้างสมัยรัตนโกสินทร์ทับลงบนอุโบสถเดิม หรือมิฉะนั้นก็มีเพียงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ส่วนระฆังหินนำมาจากเมืองบน นอกจากนี้ ภายในบริเวณวัดยังมีกลุ่มสถาปัตยกรรมที่สำคัญ คือ
(1) กุฏิแบบทรงเรือนไทยแฝด ฝาแบบฝาประกน ตรงกลางเว้นเป็นที่ว่าง นิยมกันในรูปแบบเรือนไทยภาคกลาง ตรงกรอบจั่วได้เพิ่ม ช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้ง และหางหงส์ สันหลังคามีรูปสัตว์ปูนปั้น ให้เป็นลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากเรือนไทยทั่วไป บางหลังทำเป็นทรงปั้นหยา
(2) ศาลา 3 มุข หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา หน้าบันรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ (ไม้แกะสลัก) แต่ละส่วนประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้งและหางหงส์ เป็นต้น คงจะเป็นอาคารที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่เก็บเรือชะล่า ที่ทรงพระราชทานให้วัด จำนวน 1 ลำ
(3) ศาลาการเปรียญแบบศิลปะไทยผสมจีน ลักษณะเป็นอาคารหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง 2 ชั้น ส่วนบนสันหลังคาตกแต่งด้วยลวดลายศิลปะจีน เป็นรูปบุคคลและสัตว์ต่อเนื่องกันไป หน้าบันเป็นรูปรามเกียรติ์ตอนพระรามรบกับทศกัณฐ์ เป็นเครื่องไม้แกะสลัก (ปัจจุบันมีการซ่อมลงรักปิดทอง) จึงนับเป็นสถาปัตยกรรมที่พิเศษของวัดนี้โดยแท้จริง
(4) ธรรมาสน์ ลักษณะเป็นเครื่องไม้ฐานชั้นที่ 1 เป็นลายประจำยามและลายกระจัง ฐานชั้นที่ 2 และ 3 มีลายกระจังฟันปลารองรับกระจังเจิม ฐานชั้นที่ 4 เป็นกระจังใบเทศ ส่วนโคนเสาธรรมาสน์มีกาบพรหมศร ส่วนบนประดับด้วยลายกระจังทั้ง 4 ชั้น29 และส่วนยอดมีการลงรักปิดทอง
นอกจากนี้ จดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จวัดพระปรางค์เหลือง 3 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 รัตนโกสินทร์ศก 120 (วันที่ 2 พฤศจิกายน 2444) เรือประเทียบทัศนาจร ทรงทอดพระเนตรอุโบสถและกุฏิที่ช่างจีนสร้าง ทอดพระเนตรการเหยียบฉ่า ที่สร้างโดยหมอพระจากนครราชสีมา
ครั้งที่ 2 รัตนโกสินทร์ศก 125 (วันที่ 11 สิงหาคม 2449) เสด็จถึงวัดพระปรางค์เหลือง พระครูพยุหานุศาสก์ (เงิน) เจ้าคณะเมืองพยุหะคีรีลงมารอรับเสด็จฯ ที่แพ ขึ้นบกทรงทำกับข้าว แล้วทอดพระเนตรการเหยียบฉ่า กุฏิและอุโบสถใหม่
ครั้งที่ 3 รัตนโกสินทร์ศก 127 (พ.ศ.2451) เสด็จโดยทางรถไฟจากสถานีบางปะอินถึงเมืองนครสวรรค์ แล้วลงเรือพระที่นั่งเป็นเรือชะล่าขุดจากซุง ล่องน้ำจากนครสวรรค์ลงมาวัดพระปรางค์เหลือง
โบราณสถานบริเวณวัดพระปรางค์เหลือง อาจจะกำหนดอายุไปถึงสมัยทวารวดี ต่อเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ ยังมีกุฏิทรงไทย ทรงปั้นหยา และศิลปะจีนปะปนอยู่แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวจีนในบริเวณนครสวรรค์อย่างน้อยก็ย้อนไปถึง พ.ศ.2444
2. โบราณสถานบ้านเขาบ่อพลับ ตำบลม่วงหัก อำเภอพยุหะคีรี ตั้งอยู่บนเขาบ่อพลับ ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร ส่วนบนพังทะลายจากการลักลอบขุด ด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ ราว 10 เมตร พบโบราณวัตถุประเภทกระปุก และตลับเคลือบสีเขียวจำนวนมากในบริเวณบ่อน้ำ ภายในกระปุกมีเศษกระดูกมนุษย์เผาไฟบรรจุไว้ น่าจะเป็นอัฐิของพระที่เคยปฏิบัติภาวนาอยู่ในบริเวณเขาบ่อพลับ ซึ่งจากรูปแบบกระปุกนั้นผลิตจากแหล่งเตาบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16-18
นอกจากนี้ ยังพบกระปุกเคลือบสีเขียวและสีน้ำตาลจากแหล่งเตาบ้านเกาะน้อย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 19-21
ในบริเวณรอบ ๆ เขาบ่อพลับได้พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ในระหว่าง 4,500-2,000 ปีมาแล้ว ซึ่งได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้ว
อำเภอท่าตะโก
1. โบราณสถานเขาตีคลี ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 บ้านตุ๊กแก ตำบลดอนคา ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่าตะโกไปราว 10 กิโลเมตร โบราณสถานตั้งอยู่บนเขาตีคลี ทางทิศตะวันตก ราว 8 กิโลเมตร เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ลักษณะเป็นเมืองคูน้ำคันดิน กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11-18 ทั้งนี้เพราะภายในเมืองยังปรากฏโบราณสถาน เรียกว่า โคกปราสาท (ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478) ซึ่งอาจจะเป็นโบราณสถานสมัยเดียวกับโบราณสถานบนเขาตีคลี ชุมชนสมัยทวารวดีส่วนใหญ่ที่พบในเขตนครสวรรค์ มักจะมีชุมชนอยู่อาศัยต่อเนื่องมาถึงราวพุทธศตวรรษที่ 18-19 เช่น เมืองจันเสน เมืองบน เป็นต้น
ลักษณะสถาปัตยกรรมของโบราณสถานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 7 x 7 เมตร มีมุขด้านทิศตะวันออกขนาด 3 x 7 เมตร ฐานชั้นล่าง ก่อด้วยศิลาแลงและเสริมอิฐด้านบนผนัง ฐานศิลาก่อสูง 1.50 เมตร และก่อเป็นกรอบ ส่วนด้านในถมด้วยดิน หิน และเศษอิฐ ขนาดอิฐ 17 x 34 x 7 ซม. และ 14 x 32 x 7 ซม. ลักษณะผนังของโบราณสถานเหลืออยู่ราว 2 เมตร ส่วนบนพังทลายลงหมด อย่างไรก็ตามลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม เป็นรูปแบบพระปรางค์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 โดยสันนิษฐานประกอบกับหลักฐานโบราณวัตถุสำคัญจำนวน 2 องค์ คือ
1. พระพุทธรูปนาคปรก (7 เศียร) ศิลาทราย ด้านล่างของขนดนาคมีเดือยสำหรับประกบกับฐาน ขนาดหน้าตัก 50 ซม. สูง 1 เมตร
2. พระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ ศิลาทราย ขนาดหน้าตัก 40 ซม. สูง 80 ซม. มีจารึกอักษรขอมที่ฐานนาคด้านหน้า30
พระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ ทั้ง 2 องค์ มีลักษณะคล้ายศิลปะบายน กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่แตกต่างในด้านฝีมือช่างสลัก นอกจากนี้ยังคล้ายกับพระพุทธรูปนาคปรกที่วัดเขากบ อำเภอเมืองนครสวรรค์ และพระพุทธรูปนาคปรก ศิลาทราย ที่นำลงมาจากถ้ำเจ้าราม และนำมาประดิษฐานที่วัดทุ่งเสลี่ยม และพระพุทธรูปนาคปรก ศิลาทราย ที่ชาวบ้านอ้างว่านำมาจากปรางค์เขาปู่จ่า อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย จากหลักฐานดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงการแพร่หลายของพระพุทธรูปแบบศิลปะลพบุรี (บายน) ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 17-18 ในเขตเมืองนครสวรรค์ และสุโขทัย และสถาปัตยกรรมรูปแบบพระปรางค์ อันเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งในการศึกษาหลักฐานทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของชาติ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าโบราณสถานหลายแห่งได้ถูกลักลอบขุดทำลายและค้นหาโบราณวัตถุ ปัจจุบันพระพุทธรูปนาคปรกทั้ง 2 องค์ อยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าตะโก ซึ่งสมควรนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของเมืองนครสวรรค์ต่อไป
อำเภอชุมแสง
1. วัดถ้ำเนินพระปรางค์ ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง มีสิ่งที่สำคัญ คือ วิหารก่อด้วยอิฐ ขนาด กว้าง 10 เมตร ยาว 27 เมตร เหลือซากวิหารสูง 1.50 เมตร มีเจดีย์ทรงกลมหรือทรงระฆังก่ออิฐและศิลาแลง ขนาด 10.60 x 10.60 เมตร เป็นประธานหลักของวัด ทั้งวิหารและเจดีย์ตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐขนาด 27 x 60 เมตร ลักษณะวิหารและเจดีย์เป็นแบบศิลปะสุโขทัย-อยุธยา
นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมที่ค้นพบจากแหล่งโบราณคดีบ้านใหม่ชัยมงคล ตำบลสร้อยทอง อำเภอตาคลี ที่ทำการขุดค้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นตัวแทนของชุมชนข้างต้น และชุมชนที่สำรวจพบใหม่เร็ว ๆ นี้ คือ บ้านเขาบ่อพลับ ตำบลม่วงหัก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ที่มีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาถึงสมัยประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับเมืองจันเสน แต่ร่วมสมัยกับบ้านใหม่ชัยมงคล ชุมชนดังกล่าวยังพบอีกหลายแห่งในเขตนครสวรรค์ เช่น อำเภอท่าตะโก อำเภอไพศาลี อำเภอตากฟ้า เป็นต้น การปรากฏโลหะเหล็กในชุมชนมีสิ่งช่วยสนับสนุนคือ แหล่งแร่เหล็กบริเวณเขาแม่เหล็ก อำเภอตาคลี ซึ่งจะพบชุมชนกระจายในรัศมีโดยรอบ 50 กิโลเมตร
ชุมชนเหล่านี้จะพัฒนาเป็นเมืองคูน้ำคันดินในราว พุทธศตวรรษที่ 11-16 เช่น เมืองจันเสน อำเภอตาคลี เมืองดอนคา อำเภอท่าตะโก เมืองบน (โคกไม้เดน) อำเภอพยุหะคีรี เมืองดงแม่นางเมือง อำเภอบรรพตพิสัย เมืองไพศาลี อำเภอไพศาลี เป็นต้น บางแห่งเป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยโลหะ เช่นเมืองจันเสน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการติดต่อกับอินเดียมากขึ้น ดังจะพบพระพุทธรูปพระพิมพ์ รูปปั้นบุคคลทั้งชายหญิงและสัตว์ ตราประทับรูปบุคคลขี่ม้า คนขึ้นต้นตาล รูปลิง บางชิ้นมีอักษรปัลลวะ เป็นต้น
ชุมชนสมัยสุโขทัยได้พัฒนาขึ้นมาจากชุมชนสมัยทวารวดีที่พบหลักฐานบริเวณวัดชมชื่น เมืองศรีสัชนาลัย บริเวณศาสนสถานสำคัญระหว่างเส้นทางที่วัดสะพานหินและวัดมะพลับ เมืองสุโขทัย ที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนบ้านวังหาดและเมืองไตรตรึงษ์และเมืองนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร และดงแม่นางเมือง อำเภอบรรพตพิสัย ต่อเนื่องไปถึงเมืองบน (โคกไม้เดน) อำเภอพยุหะคีรี และเมืองจันเสน อำเภอตาคลี เป็นต้น
ชุมชนสมัยลพบุรี (ก่อนสุโขทัย) ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ได้พบหลักฐานสถาปัตยกรรมและประติมากรรมหลายแห่ง เช่น เขาตีคลี ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก พบพระปรางค์และพระพุทธรูปนาคปรกศิลาทราย แบบศิลปะบายน หรือลพบุรี พระพุทธรูปนาคปรก ที่วัดเขากบ อำเภอเมืองนครสวรรค์ ด้านล่างฐานเจดีย์วัดเขากบอาจจะเป็นฐานพระปรางค์เช่นเดียวกับเขาตีคลี
ในสมัยอยุธยา ปรากฏชุมชนหลายแห่งในจังหวัดนครสวรรค์ ในช่วงนี้นครสวรรค์มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านของอยุธยา เนื่องจากมีสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมต่อของลำน้ำสำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำปิง และแม่น้ำน่าน ชุมชนในสมัยอยุธยาจะกระจายตัวทั่วไป โดยส่วนใหญ่จะพัฒนาขึ้นมาจากชุมชนในสมัยสุโขทัย ดังเช่นหลักฐานทางสถาปัตยกรรม สมัยอยุธยา เช่น เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ที่วัดหนองปลาแห้ง วิหารวัดพระปรางค์เหลือง และชุมชนวัดสี่เข่า (ปัจจุบันถูกทำลายไปแล้ว) เป็นต้น
สถาปัตยกรรม
นอกจากโบราณวัตถุ ซึ่งพบตามแหล่งโบราณสถานดังกล่าวมาแล้ว จังหวัดนครสวรรค์ยังมีสถาปัตยกรรมโบราณในแหล่งต่าง ๆ สืบมาจนถึงปัจจุบัน ในเขตพื้นที่ต่อไปนี้
อำเภอเมืองนครสวรรค์
อำเภอพยุหะคีรี
อำเภอท่าตะโก
อำเภอชุมแสง
อำเภอเมืองนครสวรรค์
1. เมืองพระบาง ตั้งอยู่บริเวณวัดสี่เข่า ซึ่งเป็นวัดตั้งอยู่กลางเมืองตัวเมือง มีคันกำแพงและคูเมือง กำแพงกว้าง ยาวด้านละ 4 เส้น (160 เมตร) (ภาพที่ 3.21) มีเจดีย์ตั้งอยู่กลางเมืองและพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน เศียรขนาด 20 กำมือ ตัวเมืองตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองนครสวรรค์ ราว 2 กิโลเมตร ในเขตเทศบาล เป็นเมืองเก่าสมัยสุโขทัย ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนต้นเรียกว่า เมืองพังคา ยังมีแนวกำแพงดินรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีคูน้ำล้อมรอบยาวด้านละ 80 เมตร สูง 1.50 เมตร กว้าง 2 เมตร ต่อมาสมัยกรุงธนบุรีแม่น้ำปิงเปลี่ยนทางเดิน จึงย้ายเมืองไปตั้งบริเวณใต้มณฑลทหารบกที่ 4 บริเวณบ้านตลาดไผ่ล้อม บางครั้งก็เรียกเมืองทานตะวันหรือเมืองชอนตะวัน เมืองพระบางและวัดสี่เข่าได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.247824
นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักฐานอีกว่า เมืองพระบางตั้งอยู่เชิงเขากบ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และด้านทิศตะวันออก ติดต่อกับแม่น้ำปิงราว 300 เมตร ด้านทิศใต้ ห่างจากบริเวณที่แม่น้ำปิงบรรจบแม่น้ำน่านประมาณ 700 เมตร ลักษณะเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมนตั้งขนานกับแม่น้ำปิง ตามสภาพภูมิประเทศขนาดของเมืองโดยประมาณ น่าจะราว 500 x 600 เมตร ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองพระบางยังปรากฏเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซ้อนกัน 2 เมือง ขนาดราว 200 x 250 เมตร และ 80 x 200 เมตร นอกจากนี้ยังมีหนองสมบุญทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเมืองพระบางราว 3 เท่า25
ลักษณะการตั้งเมืองพระบางคล้ายกับเมืองสมัยทวารวดี เช่น เมืองดอนคา อำเภอท่าตะโก เมืองบน (โคกไม้เดน) อำเภอพยุหะคีรี เป็นต้น กล่าวคือ ตั้งตามสภาพภูมิประเทศบริเวณดินตะกอนลำน้ำเก่าหรือชั้นดินจากการผุพังของชั้นหินปูน ส่วนบริเวณที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมน่าจะอยู่ในสมัยลพบุรี
ตัวเมืองพระบางในอดีต
2. วัดกบ หรือวัดวรนาถบรรพต หรือวัดปากพระบาง ตั้งอยู่บนเขากบ เขตเทศบาลเมืองนครสวรรค์ ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกับเมืองพระบางที่ตั้งอยู่เชิงเขา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพบศิลาจารึก เมื่อ พ.ศ.2464 บนเขากบใกล้กับรอยพระพุทธบาทของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ซึ่งในศิลาจารึกนครชุม กล่าวว่า “พระยาธรรมิกราชให้ไปพิมพ์เอารอยตีนพระเป็นเจ้าเถิงสิงหลอันเหยียบเหนือจอมเขาสุมนกูฎบรรพต ประมาณเท่าใดเอามาพิมพ์ไว้จุ่งคนทั้งหลายเห็นแท้ อันหนึ่งประดิษฐานไว้เหนือจอมเขาที่ปากพระบาง”26 ส่วนศิลาจารึกหลักที่ 11 พ.ศ.1962 (วัดกบ) กล่าวถึง การสร้างพระเจดีย์วิหารอุทิศให้พระยารามผู้น้อง27 ซึ่งสอดคล้องกับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐ ความว่า “ศักราช 781 (พ.ศ.1962) พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้านฤพาน เมืองเหนือทั้งปวงเป็นจลาจล เสด็จขึ้นไปถึงพระบาง พระยาบาลเมืองและพระยารามออกถวายบังคม” ภายในวัดมีสิ่งสำคัญคือ
- เจดีย์ทรงลังกาหรือทรงระฆัง ก่ออิฐถือปูน ลักษณะองค์ระฆังตั้งอยู่บนฐาน เป็นเจดีย์ในรุ่นหลังราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 ลักษณะบัลลังก์ไม่มีเสาหานแบบศิลปะสุโขทัย (ภาพที่ 3.22)
- พระพุทธรูปศิลาปางนาคปรก ศิลปะลพบุรีได้รับการซ่อมแซมแล้ว อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 คล้ายกับพระพุทธรูปนาคปรกที่พบบริเวณเขาตาคลี (ภาพที่ 3.23)
- รอยพระพุทธบาท (หินชนวน) ลายดอกบัวตรงกลางมีขนาดเล็กกว่ารอยพระพุทธบาทเขาหน่อ อำเภอบรรพตพิสัย และลักษณะร่องรอยตื้นกว่า (ภาพที่ 3.24)
เขากบขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
3. วัดบน ตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมืองนครสวรรค์ ภายในวัดประกอบด้วยฐานอุโบสถและวิหารก่อด้วยอิฐและมีกำแพงแก้ว (ก่ออิฐ) ล้อมรอบกลุ่มโบราณสถาน ส่วนขนาดของโบราณสถานยังไม่ชัดเจน เพราะยังไม่ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี
วัดบนขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
4. วัดช่องลม ตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีสิ่งสำคัญคือ อุโบสถ กำหนดอายุสมัยสุโขทัย
วัดช่องลมขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
5. วัดจอมคีรีนาคพรต ตั้งอยู่ในเขตตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมืองนครสวรรค์ ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ คือ วิหาร อุโบสถ และพระพุทธรูปปางมารวิชัย ได้รับการซ่อมแซมต่อเนื่องมา กำหนดอายุสมัยสุโขทัย-อยุธยา กลุ่มโบราณสถานดังกล่าวตั้งอยู่บนเขาบวชนาค ทางชายฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากวัดกบ (วรนาถบรรพต) มาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 3 กิโลเมตร ในขณะที่วัดเขากบตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ก่อนที่แม่น้ำปิงจะรวมกับแม่น้ำน่านราว 1 กิโลเมตร ดังนั้นทั้งเขากบและเขาบวชนาคจึงเป็นทั้งที่ตั้งศาสนสถานที่สำคัญของเมืองนครสวรรค์ และเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสังเกตการณ์และชุมนุมกองทัพในสมัยอยุธยา โดยเฉพาะลักษณะการตั้งศาสนสถานบนภูเขาได้ปรากฏมาแล้วตั้งแต่สมัยทวารวดี เช่น บ้านโคกไม้เดน บ้านเขาบ่อพลับ อำเภอพยุหะคีรี จึงแสดงแนวคิดหรือคติในการสร้างพุทธสถานไว้บนภูเขา ซึ่งโบราณสถานรูปทรงเจดีย์บนเขาบ่อพลับ พบว่ามีการสร้างต่อเนื่องมาถึงสมัยลพบุรีและสุโขทัย
กลุ่มโบราณสถานเขาบวชนาค ขึ้นทะเบียนโบราณสถานโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
6. วัดกระดี่ทอง ตั้งอยู่ในเขตตำบลนครสวรรค์ สิ่งสำคัญในวัด คือ เจดีย์วัดกระดี่ทอง ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
7. วัดหนองปลาแห้ง ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 4 ตำบลนครสวรรค์ออก จากการสำรวจได้พบเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ขนาด 6 x 6 เมตร สูง 10 เมตร ลักษณะก่ออิฐถือปูน แบบศิลปะอยุธยา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 นอกจากนี้ ยังพบแนวคูน้ำล้อมรอบขนาด 500 x 1,000 เมตร แต่มีแนวชัดเจนทางด้านทิศใต้ ส่วนทางด้านอื่นถูกบุกรุกจากการก่อสร้างถนน และบ้านเรือนราษฎร พื้นที่บริเวณนี้แต่เดิมน่าจะเป็นวัดสมัยอยุธยา ต่อมามีการดัดแปลงเป็นค่ายสำหรับพักไพร่พลในระหว่างสงคราม อาจจะเป็นค่ายของกองทัพไทยในคราวรบกับพม่าที่ล้อมเมืองพิษณุโลกใน พ.ศ.2313 โดยใช้เมืองนครสวรรค์เป็นค่ายลำเลียงเสบียงที่สำคัญ ซึ่งพระยาราชาเศรษฐีตั้งค่ายอยู่ ณ เมืองนครสวรรค์
8. วัดเกาะหงษ์ ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 6 ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งมีประวัติว่า เรียกชื่อ วัดตามเสาหงส์ ที่เคยตั้งอยู่ในวัด ทั้งนี้เพราะเป็นชุมชนมอญเดิม และมักจะใช้เสาหงส์เป็นสัญลักษณ์ นอกจากนี้ ยังคงมีวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า สะบ้า แข่งเรือ ลูกช่วง ปิดทองไหว้พระ เป็นต้น28 สิ่งสำคัญภายในวัดได้แก่ วิหารก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผาเป็นวิหารขนาด 5 ห้อง มีขนาดยาว 21 เมตร กว้าง 8 เมตร มีมุขด้านหน้าและด้านหลัง หลังคาลด 2 ชั้น เครื่องบนหลังคาประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง ปูนปั้นประดับกระจกสี หน้าบันด้านทิศตะวันออกเป็นลายปูนปั้นเรื่องรามเกียรติ์ ด้านทิศตะวันตกเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ประตูทางด้านทิศตะวันออกมีขนาด กว้าง 1.50 เมตร สูง 2.60 เมตร ประตูด้านทิศตะวันตก กว้าง 1 เมตร สูง 1.73 เมตร ผนังด้านนอกมีรอยพระพุทธบาทขนาดหน้าต่างของวิหาร กว้าง 99 ซม. สูง 1.75 เมตร
ด้านในวิหารที่ผนังมีร่องรอยจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งถูกทางวัดใช้สีเขียนทับไว้เมื่อสีกะเทาะออก พบว่ามีภาพจิตกรรมรูปเทวดา เป็นภาพต่อเนื่องกันไปแบบศิลปะอยุธยาในระหว่าง พ.ศ.2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นและทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในประพาสต้น ความว่า “วันที่ 12 เวลาเที่ยงถึงวัดเกาะหยุดสำหรับกินข้าวได้ทำมาตามทางแล้วขึ้นบก พบสมภารอายุ 87 ปี เคี้ยวจัดเหมือนสมเด็จตาจารใจพุย์ ตาบอดข้างหนึ่ง รูปร่างเปล่งปลั่งดี วัดใหญ่รักษาสะอาด มีตึกอย่างเก่า 2 หลัง ในโบสถ์จารึกว่าสร้างเมื่อศักราช 1155 (2336) มีของประหลาด พระกระจายยืนรูปร่างดี ได้ขอพระแล้วให้เงินไว้สร้างเปลี่ยนใหม่ ต่อมาอีกชั่วโมงเศษถึงนครสวรรค์” ลักษณะสถาปัตยกรรมวิหาร เป็นรูปแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย-รัตนโกสินทร์ตอนต้น
อำเภอพยุหะคีรี
1. วัดพระปรางค์เหลือง ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่ 1 ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหะคีรี บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากเมืองบน บ้านโคกไม้เดนทางทิศตะวันตกราว 500 เมตร แนวถนนเลียบแม่น้ำได้แบ่งพื้นที่โบราณสถานออกจากบริเวณวัด
จากการสำรวจพบว่าเป็นโบราณสถานก่ออิฐถือปูนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ราว 15 เมตร สูง 5 เมตร ส่วนบนพังทลายไปแล้วขนาดอิฐกว้าง 16 ซม. ยาว 30 ซม. หนา 6 ซม. บริเวณเนินเจดีย์ได้พบระฆังหิน ขนาด 12 x 70 x 110 ซม. มีรูขนาด 8 ซม. ด้านทิศตะวันออกของเจดีย์มีอุโบสถก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา ขนาดกว้าง 6.90 เมตร ยาว 10.50 เมตร ผนังหนา 50 ซม. สูง 75 ซม. มีประตู 2 แห่ง พื้นปูกระเบื้องดินเผาขนาด 29 x 29 ซม. หนา 2 ซม. ส่วนหน้าบันพื้นปูนปั้น ประดับด้วยเครื่องเบญจรงค์และเครื่องถ้วยจีน
โบราณวัตถุภายในอุโบสถ
- พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยาตอนปลาย ขนาดหน้าตัก 1.35 เมตร ฐานชุกชี กว้าง 2.20 เมตร สูง 80 ซม. ยาว 3.55 เมตร ขนาดอิฐกว้าง 14 ซม. ยาว 29-30 ซม. หนา 6.7 ซม.
- ชิ้นส่วนใบเสมาศิลปะอยุธยาและชิ้นส่วนมกรดินเผาโบราณสถานบริเวณนี้น่าจะสร้างซ้อนทับกันอย่างน้อย 3 ครั้ง กล่าวคือ ฐานชั้นล่างสุดน่าจะเป็นสมัยทวารวดี ซึ่งจะต้องดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี ส่วนเจดีย์ควรจะอยู่ในสมัยอยุธยาและด้านทิศตะวันออกมีอุโบสถ ซึ่งสร้างสมัยรัตนโกสินทร์ทับลงบนอุโบสถเดิม หรือมิฉะนั้นก็มีเพียงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ส่วนระฆังหินนำมาจากเมืองบน นอกจากนี้ ภายในบริเวณวัดยังมีกลุ่มสถาปัตยกรรมที่สำคัญ คือ
(1) กุฏิแบบทรงเรือนไทยแฝด ฝาแบบฝาประกน ตรงกลางเว้นเป็นที่ว่าง นิยมกันในรูปแบบเรือนไทยภาคกลาง ตรงกรอบจั่วได้เพิ่ม ช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้ง และหางหงส์ สันหลังคามีรูปสัตว์ปูนปั้น ให้เป็นลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากเรือนไทยทั่วไป บางหลังทำเป็นทรงปั้นหยา
(2) ศาลา 3 มุข หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา หน้าบันรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ (ไม้แกะสลัก) แต่ละส่วนประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้งและหางหงส์ เป็นต้น คงจะเป็นอาคารที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่เก็บเรือชะล่า ที่ทรงพระราชทานให้วัด จำนวน 1 ลำ
(3) ศาลาการเปรียญแบบศิลปะไทยผสมจีน ลักษณะเป็นอาคารหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง 2 ชั้น ส่วนบนสันหลังคาตกแต่งด้วยลวดลายศิลปะจีน เป็นรูปบุคคลและสัตว์ต่อเนื่องกันไป หน้าบันเป็นรูปรามเกียรติ์ตอนพระรามรบกับทศกัณฐ์ เป็นเครื่องไม้แกะสลัก (ปัจจุบันมีการซ่อมลงรักปิดทอง) จึงนับเป็นสถาปัตยกรรมที่พิเศษของวัดนี้โดยแท้จริง
(4) ธรรมาสน์ ลักษณะเป็นเครื่องไม้ฐานชั้นที่ 1 เป็นลายประจำยามและลายกระจัง ฐานชั้นที่ 2 และ 3 มีลายกระจังฟันปลารองรับกระจังเจิม ฐานชั้นที่ 4 เป็นกระจังใบเทศ ส่วนโคนเสาธรรมาสน์มีกาบพรหมศร ส่วนบนประดับด้วยลายกระจังทั้ง 4 ชั้น29 และส่วนยอดมีการลงรักปิดทอง
นอกจากนี้ จดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จวัดพระปรางค์เหลือง 3 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 รัตนโกสินทร์ศก 120 (วันที่ 2 พฤศจิกายน 2444) เรือประเทียบทัศนาจร ทรงทอดพระเนตรอุโบสถและกุฏิที่ช่างจีนสร้าง ทอดพระเนตรการเหยียบฉ่า ที่สร้างโดยหมอพระจากนครราชสีมา
ครั้งที่ 2 รัตนโกสินทร์ศก 125 (วันที่ 11 สิงหาคม 2449) เสด็จถึงวัดพระปรางค์เหลือง พระครูพยุหานุศาสก์ (เงิน) เจ้าคณะเมืองพยุหะคีรีลงมารอรับเสด็จฯ ที่แพ ขึ้นบกทรงทำกับข้าว แล้วทอดพระเนตรการเหยียบฉ่า กุฏิและอุโบสถใหม่
ครั้งที่ 3 รัตนโกสินทร์ศก 127 (พ.ศ.2451) เสด็จโดยทางรถไฟจากสถานีบางปะอินถึงเมืองนครสวรรค์ แล้วลงเรือพระที่นั่งเป็นเรือชะล่าขุดจากซุง ล่องน้ำจากนครสวรรค์ลงมาวัดพระปรางค์เหลือง
โบราณสถานบริเวณวัดพระปรางค์เหลือง อาจจะกำหนดอายุไปถึงสมัยทวารวดี ต่อเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ ยังมีกุฏิทรงไทย ทรงปั้นหยา และศิลปะจีนปะปนอยู่แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวจีนในบริเวณนครสวรรค์อย่างน้อยก็ย้อนไปถึง พ.ศ.2444
2. โบราณสถานบ้านเขาบ่อพลับ ตำบลม่วงหัก อำเภอพยุหะคีรี ตั้งอยู่บนเขาบ่อพลับ ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร ส่วนบนพังทะลายจากการลักลอบขุด ด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ ราว 10 เมตร พบโบราณวัตถุประเภทกระปุก และตลับเคลือบสีเขียวจำนวนมากในบริเวณบ่อน้ำ ภายในกระปุกมีเศษกระดูกมนุษย์เผาไฟบรรจุไว้ น่าจะเป็นอัฐิของพระที่เคยปฏิบัติภาวนาอยู่ในบริเวณเขาบ่อพลับ ซึ่งจากรูปแบบกระปุกนั้นผลิตจากแหล่งเตาบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16-18
นอกจากนี้ ยังพบกระปุกเคลือบสีเขียวและสีน้ำตาลจากแหล่งเตาบ้านเกาะน้อย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 19-21
ในบริเวณรอบ ๆ เขาบ่อพลับได้พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ในระหว่าง 4,500-2,000 ปีมาแล้ว ซึ่งได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้ว
อำเภอท่าตะโก
1. โบราณสถานเขาตีคลี ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 บ้านตุ๊กแก ตำบลดอนคา ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่าตะโกไปราว 10 กิโลเมตร โบราณสถานตั้งอยู่บนเขาตีคลี ทางทิศตะวันตก ราว 8 กิโลเมตร เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ลักษณะเป็นเมืองคูน้ำคันดิน กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11-18 ทั้งนี้เพราะภายในเมืองยังปรากฏโบราณสถาน เรียกว่า โคกปราสาท (ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478) ซึ่งอาจจะเป็นโบราณสถานสมัยเดียวกับโบราณสถานบนเขาตีคลี ชุมชนสมัยทวารวดีส่วนใหญ่ที่พบในเขตนครสวรรค์ มักจะมีชุมชนอยู่อาศัยต่อเนื่องมาถึงราวพุทธศตวรรษที่ 18-19 เช่น เมืองจันเสน เมืองบน เป็นต้น
ลักษณะสถาปัตยกรรมของโบราณสถานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 7 x 7 เมตร มีมุขด้านทิศตะวันออกขนาด 3 x 7 เมตร ฐานชั้นล่าง ก่อด้วยศิลาแลงและเสริมอิฐด้านบนผนัง ฐานศิลาก่อสูง 1.50 เมตร และก่อเป็นกรอบ ส่วนด้านในถมด้วยดิน หิน และเศษอิฐ ขนาดอิฐ 17 x 34 x 7 ซม. และ 14 x 32 x 7 ซม. ลักษณะผนังของโบราณสถานเหลืออยู่ราว 2 เมตร ส่วนบนพังทลายลงหมด อย่างไรก็ตามลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม เป็นรูปแบบพระปรางค์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 โดยสันนิษฐานประกอบกับหลักฐานโบราณวัตถุสำคัญจำนวน 2 องค์ คือ
1. พระพุทธรูปนาคปรก (7 เศียร) ศิลาทราย ด้านล่างของขนดนาคมีเดือยสำหรับประกบกับฐาน ขนาดหน้าตัก 50 ซม. สูง 1 เมตร
2. พระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ ศิลาทราย ขนาดหน้าตัก 40 ซม. สูง 80 ซม. มีจารึกอักษรขอมที่ฐานนาคด้านหน้า30
พระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ ทั้ง 2 องค์ มีลักษณะคล้ายศิลปะบายน กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่แตกต่างในด้านฝีมือช่างสลัก นอกจากนี้ยังคล้ายกับพระพุทธรูปนาคปรกที่วัดเขากบ อำเภอเมืองนครสวรรค์ และพระพุทธรูปนาคปรก ศิลาทราย ที่นำลงมาจากถ้ำเจ้าราม และนำมาประดิษฐานที่วัดทุ่งเสลี่ยม และพระพุทธรูปนาคปรก ศิลาทราย ที่ชาวบ้านอ้างว่านำมาจากปรางค์เขาปู่จ่า อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย จากหลักฐานดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงการแพร่หลายของพระพุทธรูปแบบศิลปะลพบุรี (บายน) ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 17-18 ในเขตเมืองนครสวรรค์ และสุโขทัย และสถาปัตยกรรมรูปแบบพระปรางค์ อันเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งในการศึกษาหลักฐานทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของชาติ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าโบราณสถานหลายแห่งได้ถูกลักลอบขุดทำลายและค้นหาโบราณวัตถุ ปัจจุบันพระพุทธรูปนาคปรกทั้ง 2 องค์ อยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าตะโก ซึ่งสมควรนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของเมืองนครสวรรค์ต่อไป
อำเภอชุมแสง
1. วัดถ้ำเนินพระปรางค์ ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง มีสิ่งที่สำคัญ คือ วิหารก่อด้วยอิฐ ขนาด กว้าง 10 เมตร ยาว 27 เมตร เหลือซากวิหารสูง 1.50 เมตร มีเจดีย์ทรงกลมหรือทรงระฆังก่ออิฐและศิลาแลง ขนาด 10.60 x 10.60 เมตร เป็นประธานหลักของวัด ทั้งวิหารและเจดีย์ตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐขนาด 27 x 60 เมตร ลักษณะวิหารและเจดีย์เป็นแบบศิลปะสุโขทัย-อยุธยา
นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมที่ค้นพบจากแหล่งโบราณคดีบ้านใหม่ชัยมงคล ตำบลสร้อยทอง อำเภอตาคลี ที่ทำการขุดค้นโดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นตัวแทนของชุมชนข้างต้น และชุมชนที่สำรวจพบใหม่เร็ว ๆ นี้ คือ บ้านเขาบ่อพลับ ตำบลม่วงหัก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ที่มีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาถึงสมัยประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับเมืองจันเสน แต่ร่วมสมัยกับบ้านใหม่ชัยมงคล ชุมชนดังกล่าวยังพบอีกหลายแห่งในเขตนครสวรรค์ เช่น อำเภอท่าตะโก อำเภอไพศาลี อำเภอตากฟ้า เป็นต้น การปรากฏโลหะเหล็กในชุมชนมีสิ่งช่วยสนับสนุนคือ แหล่งแร่เหล็กบริเวณเขาแม่เหล็ก อำเภอตาคลี ซึ่งจะพบชุมชนกระจายในรัศมีโดยรอบ 50 กิโลเมตร
ชุมชนเหล่านี้จะพัฒนาเป็นเมืองคูน้ำคันดินในราว พุทธศตวรรษที่ 11-16 เช่น เมืองจันเสน อำเภอตาคลี เมืองดอนคา อำเภอท่าตะโก เมืองบน (โคกไม้เดน) อำเภอพยุหะคีรี เมืองดงแม่นางเมือง อำเภอบรรพตพิสัย เมืองไพศาลี อำเภอไพศาลี เป็นต้น บางแห่งเป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยโลหะ เช่นเมืองจันเสน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการติดต่อกับอินเดียมากขึ้น ดังจะพบพระพุทธรูปพระพิมพ์ รูปปั้นบุคคลทั้งชายหญิงและสัตว์ ตราประทับรูปบุคคลขี่ม้า คนขึ้นต้นตาล รูปลิง บางชิ้นมีอักษรปัลลวะ เป็นต้น
ชุมชนสมัยสุโขทัยได้พัฒนาขึ้นมาจากชุมชนสมัยทวารวดีที่พบหลักฐานบริเวณวัดชมชื่น เมืองศรีสัชนาลัย บริเวณศาสนสถานสำคัญระหว่างเส้นทางที่วัดสะพานหินและวัดมะพลับ เมืองสุโขทัย ที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนบ้านวังหาดและเมืองไตรตรึงษ์และเมืองนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร และดงแม่นางเมือง อำเภอบรรพตพิสัย ต่อเนื่องไปถึงเมืองบน (โคกไม้เดน) อำเภอพยุหะคีรี และเมืองจันเสน อำเภอตาคลี เป็นต้น
ชุมชนสมัยลพบุรี (ก่อนสุโขทัย) ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ได้พบหลักฐานสถาปัตยกรรมและประติมากรรมหลายแห่ง เช่น เขาตีคลี ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก พบพระปรางค์และพระพุทธรูปนาคปรกศิลาทราย แบบศิลปะบายน หรือลพบุรี พระพุทธรูปนาคปรก ที่วัดเขากบ อำเภอเมืองนครสวรรค์ ด้านล่างฐานเจดีย์วัดเขากบอาจจะเป็นฐานพระปรางค์เช่นเดียวกับเขาตีคลี
ในสมัยอยุธยา ปรากฏชุมชนหลายแห่งในจังหวัดนครสวรรค์ ในช่วงนี้นครสวรรค์มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านของอยุธยา เนื่องจากมีสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมต่อของลำน้ำสำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำปิง และแม่น้ำน่าน ชุมชนในสมัยอยุธยาจะกระจายตัวทั่วไป โดยส่วนใหญ่จะพัฒนาขึ้นมาจากชุมชนในสมัยสุโขทัย ดังเช่นหลักฐานทางสถาปัตยกรรม สมัยอยุธยา เช่น เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ที่วัดหนองปลาแห้ง วิหารวัดพระปรางค์เหลือง และชุมชนวัดสี่เข่า (ปัจจุบันถูกทำลายไปแล้ว) เป็นต้น
วิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา
วิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา

สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น คือ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองจนสิ้นสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นช่วงที่รับอิทธิพลมาจากขอม จึงนิยมสร้างพระปรางค์เป็นประธานของวัด เช่น วัดพระราม วัดราชบูรณะ โบสถ์นิยมสร้างแบบทึบๆ ไม่มีช่องหน้าต่าง คงเจาะเพียงซี่ลูกกรงที่ผนังตอนบน และวิหารมีความสำคัญมากกว่าโบสถ์ จึงนิยมสร้างให้มีขนาดใหญ่โต

สมัยอยุธยาตอนกลาง ตั้งแต่สมัยสมเด็จระรามาธิบดีที่ ๒ ลงมา นิยมสร้างเจดีย์ทรงกลมหรือทรงระฆังคว่ำแบบลังกาตามอิทธิพลสุโขทัยเป็นประธานของวัด ขณะเดียวกันเจดีย์เพิ่มมุม-ย่อมุม ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างปรางค์กับเจดีย์ทรงกลมหรือทรงระฆังคว่ำก็เริ่มมีวิวัฒนาการอยู่ในยุคนี้ เช่น พระเจดีย์วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ พระเจดีย์ภูเขาทอง และพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย สมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททอง เป็นต้นไป เจดีย์ย่อมุมต่างๆ มีวิวัฒนาการถึงที่สุด อุโบสถเริ่มมีความสำคัญและมีขนาดใหญ่กว่าวิหาร มักทำฐานและหลังคาแอ่นโค้ง ใช้เสากลมก่ออิฐหัวเสาเป็นรูปบัวตูม หลังคาซ้อนกันเป็นชั้นๆ ลวดลายหน้าบันงดงาม เริ่มมีศิลปะแบบตะวันตกปรากฏให้เห็นบ้าง โดยเฉพาะอาคารสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

บ้านเรือนราษฎรสันนิษฐานว่าคงสร้างด้วยไม้ยกพื้น ใต้ถุนสูง ฝาแบบฝาปะกน หน้าต่างแคบเล็ก หลังคาทรงจั่วอาจมุงด้วยกระเบื้อง แฝก จาก หรือไม้ประดับปั้นลมที่จั่วหลังคา มีชานติดต่อกับห้องครัว จำนวนคูหา หอนั่ง ขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าของบ้าน และยังเป็นที่นิยมสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา

สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา
จากหลักฐานบนใบเสมา ในเขตอำเภอนครชัยศรี หลายแห่งเป็นศิลปะสมัยอู่ทอง เช่น ที่วัดโบสถ์ วัดไทร วัดสิงห์ และวัดห้วยตะโก เป็นต้น สันนิษฐานว่า ซากโบราณสถานสมัยอู่ทอง คงหักพังไปหมดแล้ว และมีการสร้างวัดขึ้นใหม่ได้แก่
อุโบสถหลังเก่าวัดบางพระ อยู่ในเขตอำเภอนครชัยศรี ภายในตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังทั้งสี่ด้าน มีผู้สันนิษฐานว่า เป็นสมัยอยุธยาตอนกลาง ตัวอุโบสถมีประตูทางเข้าด้านหน้า ๒ ข้าง ด้านหลัง ๑ ข้าง ผนังด้านข้างหน้าต่างด้านละ ๓ ช่อง พื้นผนังอุโบสถค่อนข้างสูง และคับแคบ
วิหารวัดพระศรีมหาโพธิ์ อยู่ในเขตอำเภอนครชัยศรี มีขนาดค่อนข้างเล็ก ฐานมีลักษณะแอ่นโค้งลงแบบตกท้องช้าง หลังคามุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย ด้านหน้าประตูทางเข้าเพียงบานเดียว ตรงสันอกเสาแกะสลักลายไข่ปลา และลายแข้งสิงห์ ด้านหน้ามีหน้าต่างเพียง ๑ บาน ส่วนวิหารไม่มีหน้าต่างทั้ง ๒ ผนัง เพดานวางขื่อลอยแบบสมัยอยุธยา เพดานด้านบนตรงพระประธาน มีลวดลายเขียนด้วยสีรงค์ บนพื้นแดงงดงามมาก คล้ายกับวัดสระบัว จังหวัดเพชรบุรี ตัวลายกนกเขียนคล้ายลายอ่อนอย่างจีน ส่วนลวดลายดาวเขียนอย่างไทย ลายเชิงและลายประจำยามก้ามปู เขียนได้สมบูรณ์

อุโบสถวัดละมุด อยู่ในเขตอำเภอนครชัยศรี บนเพดานอุโบสถมีลวดลายดาวเพดาน แกะสลักประดับตกแต่งไว้อย่างงดงามมาก ประเภทลายดาวดอกจอก โดยวางกระจายเต็มพื้นที่ ไม่มีรูปแบบ หรือแบบแผนอย่างสกุลช่างหลวงในสมัยอยุธยา สันนิษฐานว่า เป็นช่างพื้นบ้าน นอกจากนี้ตอนบนสุดของฝาผนัง ได้ทำลายกรุยเชิงห้อยลงมา ตอนปลายสุดเป็นกระจังรวน ตัวอุโบสถมีหลังคาเตี้ยคลุม ประตูทางเข้าด้านหน้า ๒ ช่อง ผนังด้านข้างมีหน้าต่างด้านละ ๓ ช่อง ผนังด้านหลังไม่มีช่องหน้าต่าง อุโบสถแบบนี้เรียกว่า โบสถ์มหาอุด ในสมัยอยุธยานิยมเอาพระเครื่องมาปลุกเสก เพราะมีความเชื่อในเรื่องความคงกระพัน สามารถอุด หรือกันอาวุธหรืออาคมต่าง ๆ ได้ หน้าบันด้านนอกประดับตกแต่งด้วยชาม และจาน อย่างความนิยมในสมัยอยุธยา
วิหารเก่าวัดห้วยพลู อยู่ในเขตอำเภอนครชัยศรี ตัววิหารมีหลังคาเตี้ยคลุม เป็นเสานางเรียง ล้อมรอบด้านหน้ามีประตูทางเข้าหลายช่อง ผนังด้านซ้ายมีหน้าต่างด้านละ ๔ ช่อง ส่วนผนังด้านหลังทึกเป็นแบบโบสถ์มหาอุด หน้าบันด้านหน้ามีภาพเขียนสีค่อนข้างชำรุดเสียหายมาก มีรูปพรหม และเหล่าทวยเทพ ผีมือช่างสกุลอยุธยา
วัดไทร อยู่ในเขตอำเภอนครชัยศรี มีใบเสมาเก่าสมัยอยุธยา ทำด้วยหินทรายสีแดง อุโบสถมีประตูด้านหน้า ๒ ช่อง ฝาผนังมีหน้าต่างด้านละ ๕ ช่อง ด้านหลังมีหน้าต่างหลอกอยู่ในวงกลม เขียนลายมังกร หน้าผนังด้านหลังก็คล้ายกัน แต่เป็นลายรูปสิงโตจีนอยู่ภายในวงกลมเช่นกัน ผนังด้านหน้ามีหลังคาคลุมลงมา ด้านข้างประตูทางเข้าทั้งสองด้านเขียนรูปไก่ฟ้าแบบจีน ฐานอุโบสถแบบตกท้องช้าง สันนิษฐานว่า เดิมเป็นอุโบสถแบบอยุธยา และมาซ่อมแซมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
วัดกลางบางแก้วอุโบสถ (หลังเก่า) ศิลปะสมัยอยุธยาต่อมาถูกไฟไหม้ นอกจากนี้ ยังมีมณฑปของวัดเป็นรูปจตุรมุขหลังคาทรงมงกุฎ ช่องประตูรูปแหลมโค้งอย่างอิทธิพลยุโรปที่เข้ามาในสมัยอยุธยา สันนิษฐานว่า สร้างในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ์
วัดโคกพระเจดีย์ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอนครชัยศรี มีเจดีย์สมัยอยุธยา สร้างทับซากโบราณสถานเก่าแก่
วัดท่าพูด ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสามพราน สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ เมือปี พ.ศ.๒๒๘๑ นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุในสมัยเดียวกัน ปรากฏอยู่หลายอย่างได้แก่ ใบเสมาหินทรายแดง (ปีกคู่) ตู้พระธรรม หีบใส่พระธรรม และฐานธรรมมาสน์ เป็นต้น
วัดสรรเพชญ์ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสามพราน สร้างสมัยอยุธยา พระอุโบสถหลังเก่าก่ออิฐถือปูน มีฐานแอ่นโค้งศิลปะสมัยอยุธยา สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์
วัดพระปฐมเจดีย์ บูรณะขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อยู่ในอำเภอเมือง ฯ
วัดพระงาม บูรณะขึ้นใหม่ สร้างอยู่ใกล้โบราณสถานสมัยทวารวดี อยู่ในเขตอำเภอเมือง ฯ
วัดพระประโทนเจดีย์ บูรณะขึ้นใหม่ สร้างอยู่ใกล้โบราณสถานสมัยทวารวดี อยู่ในเขตอำเภอเมือง ฯ
วัดธรรมศาลา บูรณะขึ้นใหม่ สร้างอยู่ใกล้โบราณสถานสมัยทวารวดี อยู่ในเขตอำเภอเมือง ฯ
วัดไร่ขิงและวัดดอนหวาย อยู่ในอำเภอสามพราน สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๔
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งสำคัญองค์หนึ่งในหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เดิมมีพระที่นั่งต่างๆ ต่อเนื่องกันรวม 11 องค์ ปัจจุบันมีอยู่เพียง 3 องค์ คือ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ และพระที่นั่งสมมิเทวราชอุปบัติ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จ้างสถาปนิกชาวอังกฤษจากสิงคโปร์ ชื่อ มิสเตอร์ ยอน คลูนิช ทำหน้าที่เป็นนายช่างออกแบบถวายตามพระราชดำริ โดยสร้างตามแบบอย่างศิลปกรรมตะวันตก มีหลังคากลมซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนั้น แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) กราบบังคมทูลพระกรุณาว่าสมควรสร้างเป็นปราสาทจึงจะเหมาะสม เพราะเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา มีการสร้างปราสาทเรียงกัน 3 องค์ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีการสร้างอยู่แล้ว 2 องค์ คือ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน กับ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท นอกจากนี้การสร้างพระมหาปราสาทนั้นถือกันมาแต่โบราณว่า เป็นการเฉลิมพระเกียรติยศของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าที่ทรงสร้างด้วย จึงมีพระราชดำริเห็นชอบและโปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทย และสถาปัตยกรรมตะวันตก โดยองค์พระที่นั่งเป็นแบบตะวันตกแต่ส่วนหลังคาเป็นแบบไทย

ช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การปฏิรูปบ้านเมืองมีพระบรมราโชบายในการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาอารยประเทศ การออกแบบพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท จึงสอดคล้องกับธรรมเนียมนิยมแห่งอารยะประเทศ เช่น มีห้องทรงพระอักษร ห้องเสวยพระสุธารสกาแฟ ห้องพระราชทานเลี้ยง ห้องรับรองแขกเมือง ฯลฯ

ในปัจจุบันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ท้องพระโรงกลางในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นสถานที่เสด็จออกให้คณะทุตานุทูตต่างประเทศเฝ้าฯ ถวายพระราชสาส์นและอักษรสาส์นตราตั้ง เป็นที่ถวายหรือพระราชทานเลี้ยงรับรองพระราชอาคันตุกะ และเป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ
วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552
เรือนไทยภาคอีสาน

เรือนไทยภาคอีสาน เป็นหนึ่งในเรือนไทย 4 ภาคของไทย แบ่งออกได้เป็นการ ปลูกเรือนในลักษณะชั่วคราว กึ่งถาวร หรือเรือนถาวรประเภทของเรือนอีสาน
ลักษณะชั่วคราว
สร้างไว้ใช้เฉพาะบางฤดูกาล เช่น " เถียงนา" หรือ "เถียงไฮ่" ทำยกพื้นสูงเสาไม้จริง โครงไม้ไผ่หลังคามุงหญ้าหรือแป้นไม้ที่รื้อมา จากเรือนเก่า พื้นไม้ไผ่สับฟากทำฝาโล่งหากไร่นาไม่ไกลสามารถไปกลับ ได้ มีอายุใช้งาน 1-2 ปี สามารถรื้อซ่อมใหม่ได้ง่าย

ลักษณะกึ่งถาวร
คือกระต๊อบ หรือเรือนเล็ก ไม่มั่นคงแข็งแรงนัก มีชื่อเรียก " เรือนเหย้า" หรือ " เฮือนย้าว" หรือ "เย่าเรือน " อาจเป็นแบบเรือนเครื่องผูก หรือเป็นแบบเรือนเครื่องสับก็ได้ เรือนเหย้ากึ่งถาวรยังมี " ตูบต่อเล้า " ซึ่งเป็นเพิงที่สร้างอิงกับตัวเล้าข้าว และ "ดั้งต่อดิน" ซึ่งเป็น เรือนที่ตัวเสาดั้งจะฝังถึงดินและใช้ไม้ท่อนเดียวตลอดสูงขึ้นไปรับอกไก่ เป็นเรือนพักอาศัยที่แยกมาจากเรือนใหญ่ เรือนเหย้ากึ่งถาวรอีกประเภทหนึ่ง คือ "ดั้งตั้งคาน" หรือ ดั้งตั้งขื่อ" ลักษณะคล้ายเรือนเกยทั่วไป แต่พิถีพิถันน้อยกว่า อยู่ในประเภทของเรือนเครื่องผูก แตกต่างจากเรือนดั้งต่อดิน ตรงที่เสาดั้งต้นกลาง จะลงมาพักบนคานของด้านสะกัด ไม่ต่อถึงดิน
ลักษณะถาวร
เป็นเรือนเครื่องสับหรือเรือนไม้กระดานอาจจำแนกได้เป็น 3 ชนิด คือ คือ เฮือนเกย เฮือนแฝด เฮือนโข่ง ลักษณะใต้ถุนสูงเช่นเดียวกับภาคอื่น ๆ เรือน เครื่องสับเหล่านี้ ไม่นิยมเจาะช่องหน้าต่างมักทำ หน้าต่างเป็นช่องแคบ ๆ ส่วนประตูเรือนทำเป็นช่องออกทางด้านหน้าเรือนเพียงประตูเดียว ภายในเรือนจึงค่อน ข้างมืด เพราะในฤดูหนาวมีลมพัดจัดและอากาศจัดจึงต้องทำเรือนให้ทึบและกันลมได้หลังคาเรือนทำเป็นทรงจั่วอย่างเรือนไทยภาคกลางมุงด้วยกระเบื้องดินเผาหรือกระเบื้องไม้สักจั่วกรุด้วยไม้ตีเกล็ดเป็นรูปรัศมีของอาทิตย์ทั้งสองด้าน รอบหลังคาไม่มีชายคาหรือปีกนกยื่นคลุมตัวบ้านเหมือนอย่างเรือนไทยภาคกลาง

เอกลักษณ์ของเรือนไทยภาคอีสาน
ไม่นิยมทำหน้าต่างทางด้านหลังตัวเรือน ถ้าจะทำจะเจาะเป็นช่องเล็ก ๆ พอให้ยี่นศีรษะออกไปได้เท่านั้น
ไม่นิยมต่อยอดป้านลมให้สูงขึ้นไปเหมือนเรือนของชาวไทยล้านนาที่เรียกว่ากาแล
ไม่นิยมตั้งเสาเรือนบนตอหม้อ เหมือนเรือนของชาวไทยมุสลิมทางภาคใต้ ด้วยเหตุ
ที่ชาวไทยภาคอีสานปลูกเรือนด้วยการฝังเสา จึงไม่มีการตั้งบนตอหม้อ

องค์ประกอบของเรือนไทยภาคอีสาน
1. เรือนนอนใหญ่ จะวางด้านจั่วรับทิศตะวันออก-ตะวันตก ส่วนมากจะมีความยาว 3 ช่วงเสา เรียกว่า "เรือนสามห้อง" ใต้ถุนโล่ง ชั้นบนแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
1.1 ห้องเปิง เป็นห้องนอนของลูกชาย มักไม่มีการกั้นห้อง
1.2 ห้องพ่อ-แม่ อาจกั้นเป็นห้องหรือปล่อยโล่ง
1.3 ห้องนอนลูกสาว หรือเรียกว่า ห้องส่วม มีประตูเข้ามีฝากั้นมิดชิด หากมีลูกเขยจะให้นอนในห้องนี้
ส่วนชั้นล่างของเรือนนอนใหญ่ อาจใช้สอยได้อีก เช่น กั้นเป็นคอกวัวควาย ฯลฯ
2. เกย คือบริเวณชานโล่งที่มีหลังคาคลุม เป็นพื้นที่ลดระดับลงมาจากเรือนนอนใหญ่ มักใช้เป็นที่รับแขก หรือที่รับประทานอาหาร ส่วนของใต้ถุนจะเตี้ยกว่าปกติ อาจไว้ใช้เป็นที่เก็บฟืน

3. เรือนแฝด เป็นเรือนทรงจั่วแฝด เช่นเดียวกับเรือนนอน โครงสร้างทั้งคานพื้นและขื่อหลังคา จะฝากไว้กับเรือนนอน แต่หากเป็นเรือนแฝดลดพื้นลงมากกว่าเรือนนอน ก็มักเสริมเสาเหล็กมารับคานไว้อีกแถวหนึ่งต่างหาก
4. เรือนโข่ง มีลักษณะเป็นเรือนทรงจั่วเช่นเดียวกับเรือนนอนใหญ่ แต่ต่างจากเรือนแฝดตรงที่โครงสร้างของเรือนโข่งจะแยก ออกจากเรือนนอนโดยสิ้นเชิง สามารถรื้อถอนออกไปปลูกใหม่ได้โดยไม่กระทบกระเทือนต่อเรือนนอน

5. เรือนไฟ (เรือนครัว) ส่วนมากจะเป็นเรือน 2 ช่วงเสา มีจั่วโปร่งเพื่อระบายควันไฟ ฝานิยมใช้ไม้ไผ่สานลายทแยงหรือลายขัด
6. ชานแดด เป็นบริเวณนอกชานเชื่อมระหว่างเกย เรือนแฝดกับเรือนไฟ มีบันไดขึ้นด้านหน้าเรือน มี "ฮ้างแอ่งน้ำ" อยู่ตรงขอบของ ชานแดด บางเรือนที่มีบันไดขึ้นลงทางด้านหลังจะมี "ชานมน" ลดระดับลงไปเล็กน้อยโดยอยู่ด้านหน้าของเรือนไฟ
เรือนล้านนา

เรือนไทยภาคเหนือ เป็นหนึ่งใน เรือนไทย 4 ภาคของไทย ส่วนมากจะพบในจังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร และอุตรดิตถ์
เรือนล้านนา
เกิดเรือนประเภทต่าง ๆ ขึ้นตามสภาพการใช้งาน
เรือนชนบท หรือเรือนเครื่องผูก
เป็นเรือนขนาดเล็ก เรือนประเภทนี้กันทั่วไปเนื่องจากก่อสร้างง่ายราคาถูก ตามชนบทและหมู่บ้านต่าง ๆ เรือนชนิดนี้โครงสร้างส่วนหลังคา ตงพื้นใช้ไม้ไผ่ ส่วนคานและเสานิยมใช้ไม้เนื้อแข็ง ฝาเป็นฝาไม้ไผ่สาน หลังคามุงแฝกหรือใบตองตึง นิยมใช้ตอกและหวายเป็นตัวยึดส่วนต่าง ๆ ของเรือนเข้าด้วยกันด้วยวิธีผูกมัด จึงเรียกกันว่า "เรือนเครื่องผูก" สร้างขึ้นกลางทุ่งนา เพื่อเฝ้าทุ่ง หรือเพื่อประโยชน์การใช้งานตามฤดูกาล มีลักษณะชั่วคราวอยู่ได้ 2-4 ปี เมื่อถึงฤดูฝนในปีหนึ่งๆต้องมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ มีการออกแบบโดยใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีสัดส่วนที่ลงตัว ค่อนข้างกระชับ
เรือนไม้ หรือเรือนเครื่องสับ
เรือนไม้ เป็นเรือนของผู้มีอันจะกิน ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น สัก เต็ง รัง ตะเคียน ไม้แดง ฯลฯ การปลูกเรือนประเภทนี้ไม่ต้องใช้ตะปูตอก ยึดให้ไม้ติดกันหรือประกอบกัน โดยการใช้มีด สิ่ว หรือขวานถากไม้ให้เป็นรอยสับแล้วประกอบเข้าด้วยกัน เรียกว่า การประกอบเข้าลิ้นสลักเดือย หลังคามุงกระเบื้อง (ดินขอ) หรือแป้นเกล็ด
เรือนกาแล
เรือนกาแล
กาแล เอกลักษณ์ของเรือนไทยภาคเหนือเรือนกาแล เป็นเรือนพักอาศัยของผู้มีอันจะกินและผู้นำชุมชน หรือเป็นเรือนของบุคคลชั้นสูงในสังคม เรือนประเภทนี้มีลักษณะพิเศษคือมียอดจั่วประดับกาแลไม้สลักอย่างงดงาม นิยมมุงกระเบื้องไม้เรียก “แป้นเกล็ด” แต่ปัจจุบันไม้เป็นวัสดุหายากมีราคาแพงจึงเปลี่ยนมาใช้ “ดินขอ” มุงหลังคาแทน ใช้วัสดุอย่างดี การช่างฝีมือสูงประณีต แต่มีแบบค่อนข้างตายตัว ส่วนใหญ่เป็นเรือนแฝด มีขนาดตั้งแต่ 1 ห้องนอนขึ้นไป เรือนกาแลจะมีแผนผัง 2 แบบใหญ่ๆ คือ แบบเอาบันไดขึ้นตรงติดชานนอกโดดๆ กับแบบเอาบันไดอิงชิดแนบฝาใต้ชายคาคลุม แต่ทั้งสองแบบจะใช้ร้านน้ำตั้งเป็นหน่วยโดดๆ มีโครงสร้างของตนเองไม่นิยมตีฝ้าเพดาน หรือบางกลุ่มประกอบด้วยเรือนหลายหลังเป็นกลุ่มใหญ่
ความเป็นมาของกาแลนี้ มีข้อสันนิษฐานดังนี้
คำว่า “กาแล” อาจจะเพี้ยนมาจากคำ “กะแลง” ซึ่งมีความหมายว่า ไขว้กันอยู่
รูปลักษณะอาจพัฒนามาจาก แต่เดิมเป็นเรือนไม้ไผ่มุงหลังคาด้วยใบตองตึง(ใบพลวง) ซึ่งต้องมีไม้ปิดหัวท้ายตรงสันหลังคาตอนหน้าจั่ว เมื่อพัฒนาเป็นเรือนไม้จริงมุงด้วยกระเบื้องดินขอ การใช้ไม้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมไขว้กัน แบบธรรมดาคงไม่เกิดความงาม จึงคิดประดิษฐ์แกะสลักปลายไม้ ให้เกิดความอ่อนโค้งงดงามด้วย
อาจจะรับอิทธิพลมาจากชาวพื้นเมืองเดิม คือ พวกลัวะ (ละว้า) ซึ่งเรือนแบบดั้งเดิมของพวกลัวะ จะมีการใช้กาแลนี้ประดับ โดยแต่ละแห่งจะแกะสลักลวดลายเฉพาะอย่างไป เป็นเครื่องหมายบอกถึงเชื้อตระกูล ชาวล้านนา (โดยเฉพาะเชียงใหม่) อาจจะรับรูปแบบมาแล้วพัฒนาเป็นรูปแบบของตนเองในภายหลังอีกที
อาจจะทำไว้ให้มีความหมายเพื่อเป็นสิริมงคล หรือทำไว้เพื่อป้องกันไม่ให้แร้ง กามาเกาะหลังคา (ซึ่งถือว่าเป็นเสนียดอัปมงคล) นอกจากนี้ยังคงเป็นเครื่องแสดงบอกฐานะของเจ้าของเรือนด้วย

องค์ประกอบของเรือนล้านนา
จะมีส่วนประกอบหลักๆดังนี้
ข่วงบ้าน
ข่วงบ้าน ลักษณะเป็นลานดินกวาดเรียบกว้างเป็นลานอเนกประสงค์ ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนเล่นของเด็ก ลานตากพืชผลทางการเกษตร เป็นลานที่เชื่อมเส้นทางสัญจรหรือทางเดินเท้าให้เข้าสู่ตัวอาคาร และกระจายไปสู่ลานในบ้านข้างเคียงและถนนหลัก
บันไดและเสาแหล่งหมา
ตัวบันไดเรือนจะหลบอยู่ใต้ชายคาบ้านด้านซ้ายมือเสมอ จึงต้องมีเสาลอยรับโครงสร้างหลังคาด้านบนตั้งลอยอยู่ แต่โดยทั่วไปเรือนไม้มักจะยื่นโครงสร้างออกมาอีกส่วนหนึ่งโดยทำเป็นชายคาคลุมบันไดหรือเป็นโครงสร้างลอยตัว ส่วนเรือนแฝดประเภทมีชานเปิดหน้าเรือน ไม่หลบบันไดเข้าชายคา แต่จะวางบันไดชนชานโล่งหน้าเรือนอย่างเปิดเผย “เสาแหล่งหมา” คือเสาลอยโดด ๆ ต้นเดียว ที่ใช้รับชายคาทางเข้าซึ่งมาจากการที่ชาวเหนือนำหมามาผูกไว้ที่เสานี้นั่นเอง
ชาน
ชานเรือน คือพื้นไม้ระดับต่ำกว่าเติ๋น มักไม่มุงหลังคา เสารับชานเรียก เสาจาน ที่สุดช่านด้านที่มีคันได(บันได) มักจะมีฮ้านน้ำ(ร้านน้ำ)
ร้านน้ำ หรือ ฮ้านน้ำ
คือหิ้งสำหรับวางหม้อน้ำดื่ม พร้อมที่แขวนกระบวยหิ้งน้ำ สูงประมาณ80-100 เซนติเมตร หากหิ้งน้ำอยู่ที่ชานโล่งแจ้งเจ้าของบ้านจะทำหลังคาคลุมลักษณะคล้ายเรือนเล็ก ๆ เพื่อมิให้แสงแดดส่องลงมาที่หม้อน้ำ หม้อน้ำนี้ยิ่งเก่ายิ่งดี เพราะมักจะมีตะใคร่น้ำเกาะ ภายนอกช่วยให้น้ำในหม้อเย็นกว่าเดิม ข้างๆหม้อน้ำจะวางซองน้ำบวย (ที่ใส่น้ำกระบวย) ทำจากไม้ระแนงเป็นรูปสามเหลี่ยมตัว V ใส่กระบวยที่ทำจากกะลามะพร้าวต่อด้ามไม้สัก บางทีสลักเสลาปลายด้ามเป็นรูปสัตว์ต่างๆน่าสนใจ
เติ๋น
ตัวเติ๋นเป็นเนื้อที่กึ่งเปิดโล่ง มีขนาดไม่เล็กกว่าห้องนอนเท่าใดนัก ในกรณีของเรือนชนบทเป็นเนื้อที่ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ ถ้ามีแขกผู้น้อยมาหาเจ้าของบ้านจะนั่งบนเติ๋นแขกนั่งบนชานบันไดหรือเนื้อที่ที่มีระดับต่ำกว่า ถ้ามีแขกมีศักดิ์สูงกว่า เช่น ผู้ใหญ่ พระสงฆ์ เจ้าของบ้านก็จะนั่งถัดลงมา งานสวดศพก็จะใช้เนื้อที่นี้ประกอบพิธีกรรม ในกรณีที่มีลูกสาว ในเวลาค่ำคืนพวกหนุ่มก็มาแอ่วสาวที่เติ๋นนี้เอง เรือนที่มีห้องนอนเดียวก็จะใช้เติ๋นเป็นที่นอนของลูกชาย ลูกผู้หญิงนอนกับพ่อแม่ ลูกชายประเภทแตกเนื้อหนุ่มออกเที่ยวยามค่ำคืนกลับมาดึกดื่นไม่ต้องปลุกใครเข้านอนได้เลย
ห้องนอน
ในระดับเรือนชนบทห้องนอนจะมีขนาดใหญ่กว่าเนื้อที่ใช้งานอื่นๆ ฝาด้านทึบจะอยู่ชิดเติ๋น ประตูทางเข้าจะเปิดที่ผนังด้านโถงทางเดินที่ใช้ติดต่อกันทั้งบ้าน ส่วนเรือนไม้และเรือนกาแลที่มีตั้งแต่สองห้องนอนขึ้นไปบางทีรวมเนื้อที่ห้องนอนทั้งหมดแล้ว อาจจะเท่าเติ๋นหรือเล็กกว่าเล็กน้อย ห้องนอนในเรือนกาแลมักจะมีขนาดใหญ่ ฝาล้มออก จะจัดเนื้อที่ห้องนอนออกเป็นสองส่วนซีกหนึ่งใช้เป็นที่นอน อีกซีกใช้วางของ ระหว่างเนื้อที่ทั้งสองซีกมีแผ่นไม้กั้นกลาง (ไม้แป้นต้อง) ไม้ตัวนี้จะตัดความสั่นไหวของพื้นห้องนอนออกจากกันด้วย เมื่อใช้เดินออกจากห้องนอนในยามเช้า ขณะที่ผู้อื่นยังหลับไหลอยู่ ทำให้พื้นที่ส่วนอื่นไม่ไหวไม่เกิดเสียงไม้เบียดตัวกัน
หิ้งผีปู่ย่า(หิ้งบรรพชน)
เป็นหิ้งที่จัดสร้างเหนือหัวนอน ติดฝาด้านตะวันออกตรงมุมห้องอยู่ติดเสา หรือระหว่างเสามงคลและเสาท้ายสุดของเรือน มักทำเป็นหิ้งเล็กๆยื่นจากฝาเข้ามาในห้องมีระดับสูงเท่าๆ หิ้งพระ ผีปู่ย่า หมายถึง วิญญาณของบรรพชนที่สิงสถิตในห้องนอนนี้ และให้การคุ้มครองแก่ทุกคนที่อาศัยในห้องนี้ บนหิ้งมักมีพานหรือถาดใส่ดอกไม้ธูปเทียนจากการเซ่นไหว้เป็นครั้งคราว และมีการเซ่นไหว้เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่นแต่งงาน เจ็บป่วย เป็นต้น

ห้องครัว
ห้องครัวจะอยู่ทางทิศตะวันตกของห้องนอนเสมอ โดยแยกไปอีกหลังหนึ่ง โดยจะวางขนานกับเรือนใหญ่หรือเรือนนอน มีช่องทางเดินแยกเรือนครัวออกจากเรือนนอน เนื้อที่ที่ใช้ตั้งเตาไฟจะยกขึ้นมาเป็นแท่นไม้อัดดินแน่น พวกอุปกรณ์หุงต้มต่างๆ จะจัดอยู่บนแท่นไม้นี้ เป็นการป้องกันอัคคีภัยอย่างหนึ่ง ทำงานแบบนั่งก็สะดวก ภายในเรือนครัวประกอบด้วยส่วนเตาไฟ ทำด้วยกระบะไม้ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อัดด้วยดินให้แน่นและเรียบสูงประมาณ 20 ซม. เป็นที่ฝัง “ก้อนเส้า” มักทำด้วยดินกี่(อิฐ) 3 ก้อน ตั้งเอียงเข้าหากัน เพื่อใช้เป็นเตาไฟ และวางหม้อแกง หรือหม้อนึ่งข้าวได้พอดี อาจจะทำ “ก้อนเส้า” ดังกล่าวนี้ 2 ชุด เพื่อสะดวกแก่การทำครัว ส่วนเหนือของเตาไฟจะมี “ข่า” ทำด้วยไม้จริงหรือไม้ไผ่ก็ได้เป็นตารางสำหรับย่างพืชผล และเป็นที่รมควันพวกเครื่องจักสาน กระบุง ตะกร้า เพื่อกันตัวมอดและทำให้ทนทานอีกด้วย ตอนบนหลังคาระดับจั่วจะเจาะโปร่งเป็นช่อง เพื่อการระบายควันไฟขณะทำครัว
เรือนไทยภาคใต้

เรือนไทยภาคใต้ที่พบเห็นทั่วไปในภาคใต้แบ่งออกเป็น
เรือนเครื่องผูก
เรือนเครื่องสับ
เรือนก่ออิฐฉาบปูน
โดยเอกลักษณ์ของเรือนภาคใต้อยู่ที่หลังคาเรือนและ เสาเรือนจะเป็นเสาไม้ตั้งบนฐานคอนกรีตเหตุเพราะสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเกิดพายุไต้ฝุ่น พายุฝน ลมแรงเสมอ จำเป็นต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรง ลักษณะเรือนไทยเป็นเรือนยกพื้นสูง แต่ว่าไม่สูงจนเกินไป พอที่จะเดินลอดได้
เรือนไทยภาคใต้ แบ่งเป็น 2 บริเวณ คือ แถบชายทะเลด้านใน คือ ชายทะเลฝั่งตะวันออกซึ่งติดกับอ่าวไทย และแถบชายทะเลด้านนอก คือ ชายทะเลฝั่งตะวันตกซึ่งติดกับทะเลอันดามัน โดยที่พื้นที่ทางฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทยเป็นชุมชนที่เก่าแก่มากกว่าฝั่งตะวันตก บ้านเรือนแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก มักเป็นเรือนหลังคาหน้าจั่วทรงสูงแบบเรือนไทยภาคกลาง แต่ไม่นิยมทำปั้นลมและตัวเหงา
หลังคาเรือนไทยภาคใต้มี 3 ลักษณะคือ
หลังคาจั่ว
ในชุมชนที่ประกอบอาชีพกสิกรรมและประมงจะปลูกสร้างเรือนหลังคาทรงจั่ว ไม่มีการตกแต่งหน้าจั่ว วัสดุมุงหลังคาส่วนใหญ่ใช้จาก แต่บางเรือนที่มีฐานะดีจะ มุงกระเบื้องเพื่อความมั่นคงแข็งแรง ความลาดชันของหลังคาขึ้นอยู่กับวัสดุมุง หลังคาในท้องถิ่นนั้นว่าจะใช้กระเบื้องดินเผาหรือกระเบื้องขนมเปียกปูนหรือมุง แฝกจากเรือนเครื่องผูกหลังคาทรงจั่วปลูกสร้างง่ายด้วยตนเอง โยกย้ายได้ง่ายวัสดุ หาง่าย ส่วนเรือนเครื่องสับ สำหรับผู้มีฐานะดีหลังคาจั่วเป็นรูปตรงทรงไม่สูงตกแต่งหน้าจั่วยอด จั่วมุงนั้นด้วยกระเบื้องแผ่นสี่เหลี่ยมเชิงชาย และช่องลมใต้เพดานแต่งด้วยไม้ฉลุสวยงาม ตัวเรือนใต้ถุนยกสูงมีระเบียงและนอกชานลดหลั่นกัน

หลังคาปั้นหยา
มีความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคาเป็นพิเศษหลังคาตรงหัวท้ายเป็นรูปลาด เอียงแบบตัดเหลี่ยมหลังคามุงกระเบื้องแผ่นสี่เหลี่ยม ตรงรอยตัดเหลี่ยมหลังคา ครอบด้วยกันน้ำฝนรั่ว หลังคาแบบนี้โครงหลังคาแข็งแรงมากสามารถทนรับ ฝนและต้านแรงลม หรือพายุไต้ฝุ่นได้ดีมาก ส่วนใหญ่อยู่ทางจังหวัดสงขลา
หลังคามนิลา หรือ หลังคาบรานอร์
หรือแบบรานอร์เป็นการผสมผสานหลังคาจั่วผสมหลังคาปั้นหยาคือส่วนหน้าจั่ว ค่อนข้างเตี้ยจะเป็นจั่วส่วนบนส่วนล่างของจั่วจะเป็นหลังคาลาดเอียงลงมารับกับ หลังคาด้านยาวซึ่งลาดเอียงตลอดเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง เรือนแบบนี้ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดปัตตานี
โดยส่วนมากจะเป็นบ้านที่มีหลังคาแบบมนิลาหรือบรานอร์ และเพิ่มเติมลายไม้กลมฉลุไม้ที่ส่วนยอดซึ่งพบมากในชุมชนชาว ไทยมุสลิมหลังคาทั้ง 4 แบบ มีอยู่ทั่วไปแต่สัดส่วนของหลังคาจะมีทรงสูงต่ำอย่างไรขึ้นอยู่กับช่างก่อสร้างและวัสดุมุงหลังคาในท้องถิ่นนั้น เช่น ถ้าใช้กระเบื้องดินเผา หรือใช้ กระเบื้องขนมเปียกปูน หรือ มุงแฝกจาก ความลาดชันของหลังคาจะไม่เท่ากัน

ลักษณะทั่วไปของเรือนไทยในภาคใต้
เรือนส่วนใหญ่จะวางเสาไว้บนตอหม้อตีนเสาซึ่งจะก่ออิฐฉาบปูนเมื่อต้องการจะทำการย้ายบ้านก็จะ ปลดกระเบื้องลงตีไม้ยึดโครงสร้างเสาเป็นรูปกากบาทแล้วใช้คนหามย้ายไปตั้งในที่ที่ต้องการนำกระเบื้องขึ้นมุงใหม่ ส่วนใหญ่จะใช้ไม้ในการก่อสร้างรูปทรงของเรือนเป็นเรือนไม้ ใต้ถุนสูงประมาณคนก้มตัวลอดผ่านได้ เสาทุกต้นไม่ฝังลงดินเพราะว่าดินมันชื้น และก็จะทำให้เสาผุเร็ว แต่จะตั้งอยู่บนแผ่นปูนหรือแผ่นหินเรียบ ๆ ที่ฝังอยู่ ในดินให้โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินไม่เกิน 1 ฟุต เพื่อกันมิให้ปลวกกัดตีนเสาและกันเสาผุจากความชื้นของดิน ตีนเสา ตอนล่างห่างจากพื้นดิน ประมาณ 1- 2 ฟุตจะมีไม้ร้อยทะลุเสาทุกต้นตามความยาวของเรือนทั้ง 3 แถวเพื่อทำหน้าที่ยึดโครงสร้างของเรือนให้แข็งแรงมากขึ้น
ตัวเรือนกั้นฝาด้วยแผ่นกระดานตีเกร็ดตามแนวนอน กั้นห้องสำหรับเป็นห้องนอน 1 ห้อง อีกห้องหนึ่งปล่อยโล่ง ด้านหน้าบ้านมีระเบียงด้านข้าง เรือนเครื่องสับในภาคใต้จะทำช่องหน้าต่างแคบ ๆ หลังคาทำทรงจั่วถากจันทันให้แอ่นแบบเดียวกับเรือนไทย ภาคกลางแต่ทรวดทรงเตี้ยกว่าเล็กน้อย ติดแผ่นปั้นลมแบบหางปลา ไม่นิยมทำตัวเหงา
วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552
พระตำหนักทับขวัญ

พระตำหนักทับขวัญ เป็นเรือนไทยภาคกลางที่อาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นแบบอย่างของสถาปัตยกรรมเรือนไทยชั้นครูที่ยังคงลักษณะของเรือนไทยภาคกลาง ฤทัย ใจจงรัก อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้วิจัยเรื่อง "เรือนไทยเดิม" กล่าวว่า "เรือนทับขวัญ ถือว่าเป็นฝีมือครู ซึ่งเป็นแบบฉบับให้อนุชนรุ่นหลังไปศึกษาค้นคว้าได้ดีที่สุด เรือนนี้อยู่ในประเภทเรือนคหบดีและมีส่วนประกอบครบ" พระตำหนักทับขวัญตั้งอยู่ภายในพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม นายช่างผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างคือ พระยาวิศุกรรมศิลป์ประสิทธิ์ (น้อย ศิลปี)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อรักษาศิลปะบ้านไทยแบบโบราณและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2454 พระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักองค์นี้เป็นเวลา 1 คืน และเมื่อมีการซ้อมรับเสือป่า พระตำหนักองค์นี้ใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์ ปัจจุบัน ภายในพระตำหนักใช้จัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจด้านไทยศึกษาของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประวัติความเป็นมาพระตำหนักทับขวัญ
ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองนครปฐมห่างไป 1 กิโลเมตร มีบริเวณที่เรียกกันมาว่า "เนินปราสาท" ใกล้ๆ กับเนินแห่งนี้ มีสระน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า "สระน้ำจันทร์" เป็นที่ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังเพื่อแปรพระราชฐานในการเสด็จมาสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ และทรงพระราชทานนามว่า พระราชวังสนามจันทร์ การก่อสร้างพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆ ในพระราชวังสนามจันทร์นั้น ได้ดำเนินติดต่อกันมาถึง 4 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2454
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือนไทยพระตำหนักทับขวัญขึ้น โดยโปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2454 การสร้างพระตำหนักทับขวัญในรูปแบบของเรือนไทยเพื่อรักษาศิลปะบ้านไทยแบบโบราณ พระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักองค์นี้เป็นเวลา 1 คืน และเมื่อมีการซ้อมรับเสือป่า พระตำหนักองค์นี้ใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์ โดยพระตำหนักทับขวัญสร้างขึ้นคู่กับพระตำหนักทับแก้ว ซึ่งเป็นตึกฝรั่งอยู่ทางด้าน ตะวันออกคนละฟากถนนกับทับแก้ว
ในสมัยรัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทยขอให้ทับขวัญเป็นที่พักเกษตรมณฑล พ.ศ. 2479 เพื่อจัดการบูรณะ ทางจังหวัดนครปฐมขอทับขวัญเป็นสิทธิ์ ตามเรื่องราวปรากฏว่า "เคยเป็นตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 กระทรวงวังมีความรังเกียจที่จะให้ผู้อื่นอยู่ร่วมอาศัย ได้เคยดำริจะรื้อนำมากรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2476 แต่ยังมิได้จัดการอย่างไรต่อจากนี้ เลขานุการคณะกรรมการพระราชวัง ได้มีหนังสือถึงราชเลขานุการในพระองค์ ความว่า ยังไม่เห็นควรรื้อ เพราะ เห็นว่าเรือนนี้ยังคงทนถาวรอยู่"
ปี พ.ศ. 2509 พระตำหนักทับขวัญตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของมหาวิทยาลัยศิลปากร สภาพพระตำหนักในตอนนั้น ทรุดโทรมมาก หลังคา ชำรุดและรั่ว พื้นพัง โดยเฉพาะพื้นชานไม่ สามารถใช้ได้ ในปี 2511 มหาวิทยาลัย มีความคิดที่จะใช้ทับขวัญเป็นพิพิธภัณฑ์ทางภาษาและวัฒนธรรมไทยและคิดจะบูรณะแต่ขาดเงินซึ่งภายหลังกรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ของบประมาณ และขอรับบริจาคจากหน่วยงานต่าง ๆ จนสามารถดำเนินการบูรณะจนเสร็จสมบูรณ์โดยวิธีรื้อของเก่าออกทั้งหลังแล้วประกอบใหม่ให้เหมือนเดิมโดยเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาแทนจาก
คณะกรรมการส่งเสริมกิจการละครพูดกับนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรได้ร่วมกันจัดการแสดงละครพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 ปี พ.ศ. 2519 เพื่อเก็บเงินตั้งเป็นกองทุนบูรณะพระตำหนักทับขวัญ โดยมีการแสดงเรื่อง "ตบตา" และเรื่อง "ทานชีวิต" ที่โรงละครแห่งชาติ
ใน พ.ศ. 2524 อันเป็นปีฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมศิลปากร ได้เสนอของบประมาณเพื่อบูรณะพระตำหนักทับขวัญเป็นเงินหนึ่งล้านบาท ฝ่ายมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ตั้ง "คณะกรรม การร่างโครงการบูรณะเรือนทับขวัญ" และได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์ขอให้ช่วยกันบริจาคเงินเพื่อการนี้
ซึ่งทาง มหาวิทยาลัยชี้แจงว่าจะใช้พระตำหนักทับขวัญเป็นศูนย์วัฒนธรรมภาคกลางและภาคตะวันตก ซึ่งธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด บริจาคเงินสมทบทุนไว้อีก หนึ่งหมื่นบาท ในปีเดียวกันนี้ชุมนุมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม ได้จัดการโขนกลางแปลงเรื่อง "มารชื่อพิเภก" ได้เงินหนึ่งแสนบาทและสมาคมชาวนครปฐม จัดงาน "ห้าธันวามหาราช" ได้เงินสมทบทุนอีกหนึ่งแสนบาท และต่อมาบริษัทเอสโซ่ แสตนดาร์ด ประเทศไทย จำกัด ได้บริจาคเงินสองล้านบาทร่วมบูรณะพระตำหนักทับขวัญ เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในปี พ.ศ. 2525 ในขณะเดียวกันกรมศิลปากร ได้งบประมาณแผ่นดินเพื่อบูรณะพระตำหนักทับขวัญหนึ่งล้านบาท
ดังนั้นในปี พ.ศ. 2525 นี้เอง ทางมหาวิทยาลัยได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่ทั้งหลัง โดยให้อยู่ในรูปแบบลักษณะเดิมทุกประการ แต่เปลี่ยนแปลงทางด้านระบบโครงสร้างและวัสดุ ทางด้านโครงสร้าง เสาช่วงล่างเปลี่ยนเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กและเพิ่มคานด้านความยาวเพื่อรองรับราที่เพิ่มให้ถี่ขึ้น ในการรองรับพื้นเรือนให้สามารถรองรับน้ำหนักจากผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมพระตำหนักซึ่งจำนวน จะมากกว่าปกติ ส่วนวัสดุจะเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาจากตับเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผาหลบหลังคาที่สันหลังคา และหลบหลังคาปั้นลมเปลี่ยนมาเป็นทำด้วยปูน และปูอิฐที่ใต้ถุน เพื่อให้ได้ประโยชน์การใช้สอยเพิ่มขึ้น พระตำหนักทับขวัญที่สร้างใหม่เสร็จวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2526โดยในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2526 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธี
ปัจจุบัน ภายในพระตำหนักใช้จัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจด้านไทยศึกษาของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น เรื่องเกี่ยวกับภาษา วรรณคดี โบราณคดี การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา กิจการเสือป่า และลูกเสือไทย เป็นต้น


ลักษณะของเรือนไทยพระตำหนักทับขวัญ
เรือนไทยพระตำหนักทับขวัญสร้างด้วยไม้สักทองใช้วิธีเข้าไม้ตามแบบฉบับบ้านไทยโบราณ ฝาเรือนทำเป็นฝาปะกนกรอบลูกฟัก เชิงชายและไม้ค้ำยันสลักเสลาสวยงาม หลังคาเดิมมุงจาก หลบหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา พระตำหนักทับขวัญประกอบด้วยกลุ่มเรือน 8 หลัง ได้แก่ เรือนใหญ่ 4 หลัง เรือนเล็ก 4 หลัง สร้างให้หันหน้าเข้าหากัน 4 ทิศบนชานรูปสี่เหลี่ยม เรือนหลังใหญ่เป็นหอนอน 2 หอ (ห้องบรรทมเป็นหอนอนที่อยู่ทางทิศใต้) อีก 2 หลังเป็นเรือนโถงและเรือนครัวซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ส่วนเรือนเล็กอีก 4 หลังนั้นตั้งอยู่ตรงมุม 4 มุมๆ ละ 1 หลัง ได้แก่ หอนก 2 หลัง เรือนคนใช้และเรือนเก็บของ เรือนทุกหลังมีชานเรือนเชื่อมกันโดยตลอด บริเวณกลางชานเรือนปลูกต้นจันทน์ใหญ่แผ่กิ่งก้านไว้ให้ร่มเงาอยู่กลางนอกชาน รอบๆ บริเวณปลูกไม้ไทย มีต้นจันทร์ จำปี นางแย้ม นมแมว เป็นต้น (เมื่อปี พ.ศ. 2510 - 2511 ยังมีกระถางไม้ดัดและอ่างปลาเหลืออยู่ที่นอกชาน)
คูหาหน้าบันประดับด้วยป้านลมและตัวเหงาหน้าบันเป็นแบบลูกฟักหน้าพรหม ฝาเรือนเป็นไม้เข้าลิ้นแบบฝาปะกน พระตำหนักนี้จะมีบันไดขึ้นลง 2 บันได บันไดหน้ามีซุ้มประตูเป็นหลังคาซุ้มเล็กๆ ทรงเดียว กับหลังคาเรือน บันได อยู่ที่ส่วนเชื่อมต่อกันของชานระเบียงเรือนใหญ่กับเรือนเล็ก แรกเริ่มนั้นเรือน ทุกหลังมุงหลังคาด้วยตับจาก และหลบสันหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา แต่ได้เปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผาภายหลัง โครงสร้างทั้งหมดเป็นไม้ พื้นเป็นไม้สักปูตามยาวของตัวเรือนมีรอดรองรับ นอกจากนี้พระตำหนักทับขวัญนี้ยังเป็นเรือนไทยที่มีใต้ถุนสูง ใต้ถุนของตัวเรือน คนสามารถเดินลอด ผ่านได้สะดวก ส่วนใต้ถุนของระเบียงและชาน สามารถลอดได้แต่ไม่สะดวกนัก
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหารัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต ภายในวัดพระแก้วนี้มีสิ่งสำคัญและสวยงามอยู่มากมาย เช่น
พระอุโบสถหรือโบสถ์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย มีระเบียงเดินได้รอบพระอุโบสถ
ผนังอุโบสถสวยงามมากเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ปูนปั้นปิดทองประดับกระจก ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นทรงมณฑปปิดทองประดับกระจก บานประตูหน้าต่างทั้งหมดประดับมุกโดยฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ ๑ ภายในพระอุโบสถนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เคารพนับถือของชาวไทย คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือที่คนไทยรียกกันจนติดปากว่า พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งแกะสลักมาจากหยกสีเขียวเข้มที่มีค่าและหายากมาก ถ้าใครเคยไปแถวสนามหลวง จะมองเห็นกำแพงยาวสีขาวล้อมรอบวัดอยู่วัดหนึ่ง ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่โตและสวยงามมากทีเดียว ทราบไหมว่าเป็นสัตว์อะไร ก็วัดพระแก้วหรือวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั่นไง เรามาดูกันดีกว่าวัดนี้มีความสำคัญและมีประวัติความเป็นมากันอย่างไร
วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง จึงทำให้มีลักษณะที่แปลกกว่าวัดอื่นๆ คือ ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ในวัดนี้เลยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ พร้อมกับหลายคนคงเคยไปนมัสการพระแก้สมรกตกันมาแล้ว เคยสังเกตไหมว่าพระแก้วมรกตจะมีเครื่องทรงที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู ทราบหรือไม่ว่ามีเครื่องทรงฤดูอะไรบ้าง และจะเปลี่ยนเครื่องทรงเมื่อไร
เครื่องทรงของวัดพระแก้วมรกตมีเครื่องทรงฤดูร้อน เครื่องทรงฤดูฝน เครื่องทรงฤดูหนาว ซึ่งเครื่องทรงเหล่านี้ทำด้วยทองคำประดับเพชรและสิ่งมีค่าชนิดต่าง ๆ ถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญประการหนึ่งของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑
จนถึงรัชกาลปัจจุบันที่จะต้องเสด็จ ฯ ไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงประจำฤดูด้วยตนเองซึ่งกำหนดวันเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตมีดังนี้
วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูร้อน
วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูฝน
วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวเป็นเครื่องทรงฤดูหนาว
นอกจากพระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตแล้ว ภายในวัดพระแก้วก็ยังมีพระระเบียงที่งดงามมาก ผนังด้านในของพระระเบียงมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องรามเกียรติ์ตั้งแต่ต้นจนจบ และมีคำโคลงจารึกบนแผ่นศิลาเพื่ออธิบายแต่ละภาพติดไว้ที่เสาระเบียงอีกด้วย
สิ่งสำคัญและสวยงามในวัดพระแก้วอีกอย่างหนึ่งคือ ปราสาทพระเทพบิดร เป็นปราสาทจัตุรมุขยอดปรางค์ ตั้งอยู่ระหว่างพระอุโบสถกับหอพระมนเทียรธรรม สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔
ภายในประดิษฐานพระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักกรีตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๘ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ ฯ ไปทรงถวายราชสักการะพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในวันที่ ๖ เมษายนของทุกปี อันเป็นวันที่ระลึกถึงพระมหาจักรีวงศ์ หรือที่เราเรียกว่า “ วันจักรี ”
ในบริเวณวัดพระแก้วนี้ยังมีสถานที่สำคัญและงดงามอีกมากมาย เช่น พระมณฑป ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังปราสาทพระเทพบิดร เป็นพระมณฑปที่มีรูปทรงงามมาก มีซุ้มประตูทางเข้า ๔ ด้าน หลังคามุงด้วยแผ่นทองแดงประดับกระจก ภายในพระมณฑปประดิษฐานตู้พระไตรปิฎก เป็นตู้ยอกมณฑปประดับมุกที่ใช้เก็บรักษาพระไตรปิฎกฉบับทอง
สถานที่งดงามซึ่งทุกคนจะได้พบเห็นนอกจากนี้ก็ยังมี พระศรีรัตนเจดีย์ วิหารยอดหอมณเทียรธรรม นครวัดจำลอง หอระฆัง ศาลาราย ฯ ถ้าอยากเห็นสถานที่สำคัญและสิ่งสวยงามต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องไปชมกันที่วัดพระแก้ว

พระอุโบสถ
พระอุโบสถ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธรูปปางสมาธิ ทำด้วยมณีสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์หน้าตักกว้าง ๔๘.๓ ซ.ม สูงตั้งแต่ฐานถึงยอดพระเศียร ๖๖ ซ.ม ซึ่งประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นพระอุโบสถที่สวยสดงดงามมาก มีภาพเขียนปางมารวิชัยอยู่ทางด้านทิศตะวันออก บานประตูพระอุโบสถและบานหน้าต่างประดับด้วยมุก มีลวดลายสวยงาม เป็นฝีมือในรัชกาลที่ ๑
พระระเบียง
พระระเบียง คือ พระระเบียงที่ล้อมรอบพระอุโบสถทั้ง ๔ ด้าน รอบพระระเบียงภายในมรภาพเรื่องรามเกียรติ์ตั้งแต่ต้นจบจบ มีโคลงสี่สุภาพจารึกลงบนแผ่นศิลาตามเสาอธิบายภาพประกอบ
ศาลารายรอบพระอุโบสถ
ศาลารายรอบพระอุโบสถ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ศาลาราบรอบพระอุโบสถมี ๑๒ หลัง ใช้เป็นที่อ่านหนังสือศาสนาให้ราษฎรที่ไม่รู้หนังสือฟังเวลามีงานหรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จนเกิดมีประเพณีสวดโอ้เอ้ วิหารรายขึ้นที่นี่
หอราชพวศานุสรณ์
. หอราชพวศานุสรณ์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ตั้งอยู่บนกำแพงแก้วด้านหลังพระอุโบสถอยู่ทางทิศใต้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำรัชกาลพระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์ ภายในเขียนภาพพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร
หอราชกรมานุสรณ์และพงษานุสร
หอราชกรมานุสรณ์และพงษานุสรณ์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ตั้งอยู่บนกำแพงแก้ว ด้านหลังพระอุโบสถทางทิศเหนือ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประจำรัชกาลต่างๆในสมัยอยุธยาหอหนึ่ง และในสมัยรัตนโกสินทร์อีกหอหนึ่ง ภายในเขียนภาพพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นฝีมือของขรัวอินโข่ง จิตรกรไทยที่มีฝีมือดีที่สุดในสมัยนั้น
พระโพธิธาตุพิมาน
พระโพธิธาตุพิมาน สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ตั้งอยู่ระหว่างหอราชกรมานุสรและหอราชพงศานุสร เป็นที่ประดิษฐานพระปรางค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากพุทธคยา
หอพระคันธารราษฎร์
. หอพระคันธารราษฎร์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ และสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตั้งอยู่ทางด้านใต้มุมพระระเบียง หน้าพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษ-ฐานพระพุทธคันธารราษฎร์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า พระพุทธรูปเรียกฝน เป็นพระพุทธรูปปางประทับนั่ง ยกพระหัตถ์ขวาเสมอพระอุระ เป็นพระพุทธรูปที่ใช้เป็นพระประธาน ในพระราชพิธีแรกนาขวัญ และพิธีพิรุณศาสตร์ ภายในหอพระคันธารราษฎร์เขียนภาพเกี่ยวกับฝนต่างๆ เช่น ฝนในแต่ละฤดู รวมทั้งฝนโบกขรณีด้วย ซึ่งเป็นฝีมือของขรัวอินโข่ง
หอระฆัง
หอระฆัง อยู่ทางด้านใต้พระอุโบสถ เดิมสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑
และมารื้อสร้างใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทำเป็นบุษบกฐาน ด้วยฐานแบบปรางค์ชนิดย่อมุมไม้สิบสอง ต่อจากฐานขึ้นไปเป็นอาคารสี่เหลี่ยม ระฆังนี้กล่าวว่านำมาจากวัดสระเกศ มีเสียงกังวานดีกว่าแห่งอื่น หอระฆังนี้นับ
ว่าเป็นหอระฆังที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง
พระมณฑป
พระมณฑป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เก็บพระไตรปิฎกฉบับทองใหญ่
ปราสาทพระเทพบิดร
ปราสาทพระเทพบิดร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีพ.ศ.๒๓๙๘ อยู่ทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถ เป็นปราสาทสำหรับประดิษฐานพระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปราสาทพระเทพบิดรนี้ จะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะได้ในวันจักรี คือวันที่ ๖ เมษายน ของทุกปี
หอมณเฑียรธรรม
หอมณเฑียรธรรม สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ ใช้เป็นที่สำหรับราชบัณ-ฑิตบอกหนังสือพระภิกษุสามเณร และไว้ตู้พระไตรปิฎกประดับมุก ๒ ตู้ ภายในหอมณเฑียรธรรม เขียนลายรดน้ำ ตอนบนมีภาพเขียนเป็นภาพเทพชุมนุม ตอนล่างเป็นภาพเทพบุตร เทพธิดา
หอพระนาก
หอพระนาก สร้างในสมัยรัชกาลที่๑ ใช้เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปยืนหล่อด้วยนาก พระพุทธรูปองค์นี้ ต่อมาย้ายไปไว้ที่ พระวิหารยอด ปัจจุบันใช้เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของเจ้านายในพระบรมราชจักรีวงศ์
พระศรีรัตนเจดีย์
พระศรีรัตนเจดีย์ สร้างในสมัยรัชกาลท ี่ ๔ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ ใช้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
นครวัดจำลอง
นครวัดจำลอง อยู่ทางด้านหลังของปราสาทพระเทพบิดร อยู่บนลานพระมณฑป รัชกาลที่ ๔ โปรดให้จำลองไว้ เพื่อเป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่งพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ที่นครวัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศเขมรปัจจุบัน เพราะสมัยโบราณชาติขอมได้เคยให้ความเคารพต่อพระแก้วมรกตอย่างสูงสุด ได้สร้างนครวัดใหญ่โตเพื่อประดิษฐานไว้ที่นั้น
วิหารยอด
วิหารยอด สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปพระเทฑบิดร (พระรูปสมเด็จพระรามาธิบดีอู่ทอง) ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระนากที่อยู่หอพระนากเดิมและพระแท่นมนังคศิลาอาสน์ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งรัชกาลที่ ๔ ทรงนำมาจากเมืองสุโขทัยตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวช
เจดีย์ทอง ๒ องค์
เจดีย์ทอง ๒ องค์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นเจดีย์เหลี่ยมทรงเครื่องย่อไม้ยี่สิบ หุ้มทองแดงทั้งองค์ปิดทองคำเปลวบัวเชิงบาตร ฐานเจดีย์ประดับด้วยมารแบกกระบี่ โดยรอบองค์เจดีย์
ฐานไพทีและสิ่งประดับตกแต่ง
ฐานไพทีและสิ่งประดับตกแต่ง สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ บนไพทีเป็นที่ตั้งพระมณฑปพระศรีรัตนเจดีย์ ปราสาทพระเทพบิดร นครวัดจำลอง และบุษบกประดิษฐานพระบรมราชสัญลักษณ์ และมีรูปหล่อโลหะปิดทอง เป็นสัตว์หิมพานต์ กับกระถางต้นไม้เป็นสิ่งประดับตกแต่ง หน้ากำแพงไพทีบนพนักกำแพงแต่ละมุมมีกรวยตั้งบนพาน ๒ ชั้น เรียกว่า พนมหมาก บนลานทักษิณของไพทีตั้งรูปหล่อกินนรกินรีประดับเป็นคู่ๆ
มณฑปยอดปรางค์
มณฑปยอดปรางค์ ตั้งอยู่ตรงมุมใกล้หอพระคันธารราษฎร์ รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระปรางค์โบราณที่ทรงได้มาจากเมืองเหนือ เมื่อครั้งยังทรงผนวช
ช้างเผือกประจำรัชกาล
ช้างเผือกประจำรัชกาล สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำเป็นรูปช้างสำริดขนาดเล็ก ถือว่าเป็นช้างเผือประจำรัชกาล เหนือช้างขึ้นไปมีเครื่องหมายประจำรัชกาลต่างๆของพระมหากษัตริย์ในกรุงรัตนโกสินทร์
พระปรางค์ ๘ องค์
พระปรางค์ ๘ องค์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ อยู่ด้านหน้าของวัด เป็นพระปรางค์ประดับกระเบื้องเคลือบสีต่างกันทั้ง ๘ องค์ จัดเป็นศิลปอับสูงส่ง ที่ทำขึ้นเพื่อถวายแด่สิ่งศักดิ์ศิทธิ์ต่างๆ

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หรือ วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร
พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อนสีเขียวดังมรกต เป็นพระพุทธรูปสกุลศิลปะก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน หลักฐานที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรก ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์วัดป่าญะ เมืองเชียงแสน (ปัจจุบันคือวัดพระแก้วงามเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย) สภาพเป็นพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง แต่เมื่อพระสงฆ์อัญเชิญออกจากพระเจดีย์ ปูนบริเวณพระนาสิกเกิดกระเทาะออก เห็นเป็นเนื้อมรกต จึงกระเทาะปูนออกทั้งองค์ เห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์
หลังจากนั้น พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่ทราบข่าวการค้นพบพระพุทธรูปนี้ จึงเชิญมาประดิษฐานที่เชียงใหม่ แต่ช้างทรงพระแก้วมรกตกลับไม่เดินทางไปยังเชียงใหม่ แต่ไปทางลำปางหากช้างนั้นมีพระแก้วมรกตอยู่บนหลังช้าง เชียงใหม่เห็นว่าลำปางก็อยู่ในอาณาจักรล้านนาจึงนำไปไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า ถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช ได้เชิญพระแก้วมรกตมายังเชียงใหม่ สร้างปราสาทประดิษฐานไว้แต่ถูกฟ้าผ่าหลายครั้ง ครั้นเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้างซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ล้านนามาครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จกลับหลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกตไปด้วยพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ ทางเชียงใหม่ขอคืนก็ได้แต่พระพุทธสิหิงค์ เมื่อล้านช้างย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาเวียงจันทน์ก็เชิญพระแก้วมรกตลงมาด้วย ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง พระองค์ทรงได้ทรงยึดพระแก้วมรกต และพระบาง มาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ (ลาว) ในครั้งนั้นประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรลงบุษบกในเรือพระที่นั่ง เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงปัจจุบัน ส่วนพระบางทรงพระราชทานคืนให้แก่ลาว

พระแก้วมรกตสร้างขึ้นในปี พุทธศักราช 500 โดยพระนาคเสนเถระ วัดอโศการาม กรุงปาฏลีบุตร ในแผ่นดินพระเจ้ามิลินท์ (เมนันเดอร์) สมเด็จพระอมรินทราธิราช พร้อมกับพระวิสสุกรรมเทพบุตร ได้นำแก้วโลกาทิพยรัตตนายก อันมีรัตนายกดิลกเฉลิม 1000 ดวง สีเขียวทึบ (หยกอ่อน) นำมาจำหลักเป็นพระพุทธรูปถวายให้พระนาคเสน ถวายพระนามว่า พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต พระนาคเสนจึงได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ลงไปในพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต 7 พระองค์ คือพระโมลี พระนลาฏ พระนาภี พระหัตถ์ซ้าย-ขวา และพระเพลาซ้าย-ขวา แต่เมื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานแล้วนั้น เกิดเหตุการแผ่นดินไหวขึ้น พระนาคเสนได้พยากรณ์ว่า พระแก้วองค์นี้ จะเสด็จไปโปรดสรรพสัตว์ในเบญจประเทศ คือ ลังกาทวีป กัมโพชะศรีอโยธยา โยนะวิสัย ปะมะหละวิสัย และ สุวรรณภูมิ
พุทธศักราช 800 โดยประมาณในแผ่นดินพระเจ้าศิริกิตติกุมาร พระเชษฐราชโอรสในพระเจ้าตักละราช ขึ้นครองราชสมบัติเมืองปาฏลีบุตร เป็นช่วงที่เมืองปาฏลีบุตรเกิดมหากลียุค ทั้งมีการจลาจลภายในและข้าศึกภายนอก ผู้คนในปาฏลีบุตรที่เคารพนับถือพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต ลงสู่สำเภาแล้วเดินทางลี้ภัยไปยังลังกาทวีป เมื่อถึงลังกาทวีปพระเจ้าแผ่นดินลังกาทวีปในสมัยนั้น(ไม่ได้ระบุพระนาม) ทรงรับรักษาพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตเป็นอย่างดียิ่ง และทรงอุปถัมภ์ค้ำชูชาวปาฏลีบุตรเป็นอย่างดีสมควรตามความดีความชอบ
พุทธศักราช 1000 โดยประมาณในแผ่นดินศรีเกษตรพุกามประเทศ พระมหากษัตริย์ผู้ครองนครขณะนั้นคือพระเจ้าอนุรุทธราชาธิราช(ภาษาบาลี) หรือ มังมหาอโนรธาช่อ(ภาษามอญ) พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีพระอานุภาพมาก บริบูรณ์ด้วยพลช้างพลม้าและทหารมากมาย แต่พระองค์ก็เป็นกษัตริย์ที่ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฐิ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง ทรงมีพระราชโองการ ให้ส่งพระราชสาส์นและเครื่องมงคลบรรณาการ ไปยังลังกาทวีป เพื่อขอคัดลอกพระไตรปิฎกและขอพระแก้วมรกตกลับมาด้วย แต่เรือที่บรรทุกพระแก้วมรกตถูกพายุพัด พลัดเข้าไปทางอ่าวกัมพูชาแทน พระเจ้านารายณ์ราชสุริยวงศ์ เจ้ากรุงอินทปัตถ์มหานคร แคว้นกัมพูชา สั่งให้อำมาตย์คุมสำเภากลับไปถวายคืนแก่พระเจ้าอนุรุทธ แต่ส่งกลับไปเพียงพระไตรปิฎกเท่านั้น มิได้ส่งพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตไปด้วย
หลังจากที่พระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่กรุงอินทปัตถ์นานพอสมควร(ไม่ได้ระบุปี) ในแผ่นดินพระเจ้าเสน่ห์ราช เกิดพายุฝนขนาดใหญ่ตกเป็นนิจกาลยาวนานหลายเดือน(ไม่ได้ระบุ) พระเจ้าเสน่ห์ราชก็สวรรคตด้วยอุทกภัยนั้น พระมหาเถระ(ไม่ปรากฏพระนาม) ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นสำเภาหนีไปยังที่ดอน พระเจ้าอติตะราช (อาทิตยราช) เจ้าครองนครอโยธยา(หมายถึงอโยธยาโบราณ) ทราบเรื่องจึงเสด็จกระบวนพยุหยาตรา ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ในที่ปลอดภัย โดยทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตประดิษฐานในพระมหาเวชยันตปราสาท และได้ประดิษฐานในนครอโยธยาอีกหลายรัชสมัย
ต่อมาเจ้าเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นพระบรมญาติกับกษัตริย์อโยธยาสมัยนั้น จึงทูลขอนำพระแก้วมรกตขึ้นไป ประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชรอีกหลายรัชสมัย ซึ่งปัจจุบันก็คือวัดพระแก้วกำแพงเพชร ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ต่อมา พระเจ้าพรหมทัศน์เจ้านครหิรัญนครเงินยางเชียงแสนได้ทูลขอพระแก้วมรกตต่อพระเจ้ากำแพงเพชร พระเจ้ากำแพงเพชรจึงได้ถวายให้นครเชียงแสน
ต่อมานครเชียงแสนเกิดมีศึกกับนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เจ้าผู้ครองนครเชียงแสนในเวลานั้นได้ทำการพอกปูนจนทึบและลงรักปิดทองเสมือนพระพุทธรูปสามัญทั่วไป แล้วบรรจุเก็บไว้ในเจดีย์วัดป่าญะในเมืองเชียงแสน จากนั้นกษัตริย์และพระราชวงศ์อพยพผู้คนลงมาทางใต้ ส่วนเมืองเชียงแสนก็ถูกตีแตกและถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาในที่สุด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
