วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

น้ำขึ้น-น้ำลง



น้ำขึ้นน้ำลงน้ำขึ้นน้ำลงเกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์


สามารถดูข้อมูล ตารางการขึ้นลงของน้ำได้จากลิ้งที่อยู่ด้านล่าง

http://www.nemotour.com/gen/hightide/map.htm

http://www.navy.mi.th/hydro/services.htm



ถึงแม้ว่าดาวอาทิตย์จะมีมวล 27 ล้านเท่าของดวงจันทร์ แต่ดวงอาทิตย์ อยู่ห่างจากโลก 93 ล้านไมล์ ส่วนดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกนั้น อยู่ห่างจากโลกเพียง 240,000 ไมล์ ดังนั้นดวงจันทร์ จึงส่งแรงดึงดูดมายังโลกมากกว่าดวงอาทิตย์ และน้ำที่เกิดจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์จะสูงเพียง ร้อยละ 46 ของระดับน้ำที่สูงจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์


น้ำซึ่งเป็นของเหลว

เมื่อถูกแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านบริเวณนั้น น้ำก็จะสูงขึ้น ไปในทิศทางเดียวกับที่ดวงจันทร์ปรากฏ และบนผิวโลกในด้านตรงข้ามกับดวงจันทร์ น้ำจะสูงขึ้นด้วย เพราะอำนาจดึงดูดของดวงจันทร์ กับของโลกไปรวมกันในทิศทางนั้น และในตำแหน่งที่คนเห็นดวงจันทร์ อยู่สุดลับขอบฟ้า ตรงนั้นน้ำจะลดลงมากที่สุด จึงเท่ากับว่ามีน้ำขึ้น น้ำลง สองแห่งบนโลกในเวลาเดียวกัน


น้ำจะขึ้นสูง เต็มที่ทุกๆ 12 ชั่วโมง

โดยประมาณ และหลังจากน้ำขึ้นเต็มที่แล้ว ระดับน้ำจะเริ่มลดลง ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง แต่เนื่องจากดวงจันทร์หมุนรอบโลกจากตะวันตกไปตะวันออก หนึ่งรอบกินเวลาประมาณ 29 วัน น้ำขึ้นและน้ำลงจึงช้ากว่าวันก่อน ไปประมาณ 50 นาที หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ในหนึ่งวัน หรือ 24 ชั่วโมง 50 นาที น้ำจะสูงขึ้น และลดลง 2 ค

ความแตกต่างระหว่าง

ระดับน้ำสูงสุดกับระดับน้ำต่ำสุด แต่ละแห่งบนโลกจะไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยจะขึ้นหรือลงประมาณ 3-10 ฟุต ซึ่งสาเหตุประการหนึ่งเกิดจากตำแหน่งของดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์


เมื่อโลก และดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ มาอยู่ในแนวเดียวกัน


ไม่ว่าดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์จะอยู่ข้างเดียว หรือคนละข้างกับโลก น้ำจะสูงขึ้นกว่าปกติ เรียกว่า น้ำเกิด (spring tide) ซึ่งจะเกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง คือใกล้วันขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำ

และเมื่อใดที่ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ อยู่ในแนวตั้งฉาก ซึ่งกันและกัน ระดับน้ำจะไม่สูงขึ้น แต่จะอยู่ในระดับเดิม ไม่ขึ้นไม่ลง เรียกว่า น้ำตาย จะเกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับน้ำเกิด คือใกล้วันขึ้น 8 ค่ำ และวันแรม 8 ค่ำ


ส่วนอีกสาเหตุหนึ่ง

ที่น้ำขึ้นมากขึ้นน้อย ลงมากลงน้อย เกี่ยวกับขนาดรูปร่างและความลึกของท้องมหาสมุทรด้วย อย่างเช่นเกาะแก่งต่างๆ จะต้านการขึ้นลงของกระแสน้ำได้มาก ในหมู่เกาะตาฮิติ ระดับน้ำจะขึ้นสูงเพียง 1 ฟุตเท่านั้น แต่บริเวณแผ่นดินที่เป็นรูปกรวย หันปากออกไปสู่ทะเล จะรับปริมาณของน้ำได้มาก เช่นปากอ่าวของแคว้น โนวาสโคเตียน แห่งแคนดีทางตะวันออกของอเมริกาเหนือ น้ำจะขึ้นสูงถึง 40 ฟุต


..........................................๖_๖..........................................

ทำไมดวงจันทร์ถึงทำให้เกิดน้ำขึ้น-น้ำลงบนโลก?


ดวงจันทร์และโลกดึงดูดซึ่งกันและกัน และจะอยู่ใกล้กันถ้าโลกและดวงจันทร์ไม่ได้หมุนรอบจุดศูนย์กลางของตัวมันเอง การหมุนจะผลักโลกและดวงจันทร์ออกจากกันและป้องกันรวมตัวกัน แรงดึงของดวงจันทร์จะมีความแรงมากบนพื้นผิวโลกบริเวณที่หันหน้าไปหามัน และจะอ่อนลงในบริเวณที่อยู่ตรงข้ามกับมัน ความแตกต่างนี้เองทำให้เกิดแรงดึงพิเศษที่ดึงดวงจันทร์ในบริเวณที่อยู่ใกล้กับดวงจันทร์และผลักดันดวงจันทร์ออกไปด้วยแรงที่เท่ากันในด้านที่ไกลที่สุด (ด้านตรงกันข้าม) น้ำจะสูงขึ้นบริเวณที่ใกล้และไกลจากดวงจันทร์ แต่น้ำจะลดลงในบริเวณระหว่างจุดสองจุดนี้ เพราะฉะนั้น น้ำขึ้นจึงเกิดขึ้นทั้งด้านที่อยู่ใกล้และไกลจากดวงจันทร์ในเวลาเดียวกัน และเมื่อโลกหมุนก็จะทำให้พื้นที่หนึ่งเกิดน้ำขึ้น 2 ครั้งต่อวัน ดวงอาทิตย์ก็สร้างน้ำขึ้น-น้ำลงด้วยวิธีเดียวกัน แต่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่าจึงทำให้มีความสำคัญมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 2 เท่า






(คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพเคลื่อนไหว)




เนื่องจากโลกมีรูปร่างคล้ายกับลูกบอล แรงดึงที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นผิวจึงมีความหลากหลายในเรื่องความแรงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง และนี้ก็ทำให้เกิดความสูงของน้ำขึ้นที่แตกต่างกันในแต่ละที่ ความหลากหลายของน้ำขึ้น-น้ำลงมีความซับซ้อนจากความจริงที่ว่า การเอียงของโลกที่หันหน้าเข้าหาดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเดือนและปี ความลึกของมหาสมุทรที่มีความแตกต่างกันมาก และพื้นดินที่ถูกน้ำไหลเข้ามา ในบางพื้นที่ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดน้ำขึ้น-น้ำลงเพียงหนึ่งครั้งต่อวัน และในพื้นที่อื่นๆ จะมีน้ำขึ้นที่สูงมาก


น้ำขึ้น-น้ำลง และคลื่น

น้ำขึ้น-น้ำลงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศวิทยาชายฝั่งเป็นอย่างมาก การขึ้นและลงของน้ำวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง
ทำให้ชายฝั่งจมน้ำและโผล่สลับกันอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีวันหยุด มีผลต่อชีวิตสัตว์และพืชทะเลมากมาย

บริเวณชายฝั่งที่น้ำท่วมถึง จะมีสิ่งมีชีวิตเลือกอาศัยอยู่เป็นแนวค่อนข้างชัดเจน เช่นปาการัง ป่าชายเลน เป็นต้น

นอกจากนี้มนุยษ์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งงที่ตั้งที่อยู่อาศัยอยู่ริมฝั่ง และมักจะได้รับผลกระทบจากน้ำขึ้น-น้ำลงอยู่เป็นประจำ
เช่น กรุงเทพฯ มักจะถูกน้ำท่วมหนักในเดือนพฤศจิกายน


ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่า น้ำขึ้น-น้ำลงเกิดจากอะไร มีแต่เพียงข้อคิดเห็นและความเชื่อต่าง ๆ นานา
จนกระทั่งถึงสมัยของ Sir Isaac Newton (1642-1727) ความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ถูกนำมาอธิบาย
การเกิดน้ำขึ้น-น้ำลงเป็นครั้งแรก ในตำรา Principia Mathematica of 1687 ท่านได้แสดงให้เห็นว่า
น้ำขึ้น-น้ำลง เกิดจากแรงดึงดูดระหว่างโลกกับดวงดาวอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์




แรงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง

แรงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง โดยทฤษฎีเป็นแรงดึงดูดของดาวทุกดวงในระบบสุริยจักรวาลที่กระทำต่อโลก
แต่มักคิดเฉพาะแรงจากดวงจันทร์เพราะอยู่ใกล้และแรงจากดวงอาทิตย์เพราะมีขนาดใหญ่
หาได้จากสมการของนิวตัน (Law of gravitational attraction)

แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง


F = G(M1M2/R กำลัง 2)


เมื่อ F = แรงดึงดูดที่มวล M1 กระทำต่อ M2
G = Universal constant of gravitation =6.67x10-8 cm3g-1sec-2
M1M2 = มวลของวัตถุที่ดึงดูดกัน
R = ระยะทางระหว่างจุดศูนย์กลางของวัตถุทั้งสอง


ในที่นี้นิวตันสมมติว่า

โลกปกคลุมด้วยน้ำทั้งหมด
โลกมิได้หมุนรอบตัวเอง
ทะเลเรียบสงบ ไม่กระแสน้ำชนิดใด ๆ


จากสมการโลกและดวงจันทร์จะมีแรงดึงดูดระหว่างกัน ในขณะเดียวกันโลกและดวงจันทร์จะมีแรงหนีศูนย์กลางต่อกัน
เนื่องจากดวงจันทร์โคจรรอบโลกคอยทำให้โลกและดวงจันทร์ห่างกันเมื่อเป็นเช่นนี้โลกและดวงจันทร์
จะมีศูนย์กลางร่วมกันอยู่แห่งหนึ่งเรียกว่า “Center of mass” ถ้าโลกและดวงจันทร์มีขนาดเท่ากันศูนย์กลางร่วม
จะอยู่กึ่งกลางระหว่างดาวทั้งสอง
แต่เนื่องจากดวงจันทร์มีน้ำหนักประมาณ 1/82 ของน้ำหนักโลก ศูนย์กลางร่วมจึงต้องเลื่อนเข้าหาวัตถุที่หนักกว่า
โดยการคำนวณพบว่าศูนย์กลางร่วมจะอยู่ห่างจากใจกลางโลกประมาณ 4700 ก.ม.
ที่ศุนย์กลางร่วมนี้แรงดึงดูดจะเท่ากับแรงหนีศูนย์กลางพอดี ทำให้ผิวโลกได้รับแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ไม่เท่ากันทุกจุด
ด้านที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์จะมากที่สุด ด้านตรงข้ามจะน้อยที่สุด
ในขณะที่แรงหนีศูนย์กลางบนผิวโลกถือว่าเท่ากันทุกจุดเนื่องจากจุดศูนย์กลางร่วมอยู่ใกล้ใจกลางโลกมาก ดังนั้น

ด้านชิดดวงจันทร์ แรงดึงดูดจากดวงจันทร์มากกว่าแรงหนีศูนย์กลาง น้ำบนผิวโลกจะถูกดึงเข้าหาดวงจันทร์
ด้านตรงข้าม แรงหนีศูนย์กลางจะมากกว่าแรงดึงดูด น้ำบนผิวโลกจึงถูกเหวี่ยงออก

ผลรวมของแรงเหวี่ยงและแรงดึงดูดทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Equilibrium tide คือ
น้ำขึ้นทางด้านติดดวงจันทร์ ทางด้านตรงข้ามพร้อมกันโดยสมมติว่าพื้นน้ำปกคลุมโลกทั้งหมดไม่มีแผ่นดิน
รูปทรงของโลกจะเปลี่ยนจากทรงกลมเป็นมีลักษณะคล้ายไข่ ส่วนที่เป็นของแข็งของโลกก็ได้รับอิทธิพลจากแรงนี้เช่นกัน
แต่น้อยกว่าส่วนที่เป็นของเหลว

ถ้าเส้นเชื่อมศูนย์กลางของโลก-ดวงจันทร์-ดวงอาทิตย์ อยู่แนวเดียวกันหรือประมาณขึ้น 15 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ
ความสูงของน้ำเวลานั้นเกิดจากผลบวกของแรงดึงจากทั้งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์น้ำจะสูงที่สุดได้ประมาณ 52 ซ.ม.
น้ำขึ้นน้ำลงช่วงนี้ เรียกว่า “น้ำเกิด”(Spring tide)
ถ้าเส้นเชื่อมศูนย์กลางตั้งฉากกันหรือประมาณขึ้นและแรม 7-8 ค่ำ แรงทั้งสองจะแย่งน้ำกัน
น้ำขึ้นน้ำลงช่วงนี้เรียกว่า “น้ำตาย”(Neap tide)
ขอย้ำว่าเวลาน้ำตาย หมายถึง เมื่อพิสัยของน้ำขึ้นสูงสุดกับน้ำลงต่ำสุดน้อยที่สุด น้ำเกิดและน้ำตายเกิดสลับกันทุกสัปดาห์

น้ำขึ้นน้ำลงบนผิวโลก (The earth tide)

เรื่องของน้ำขึ้นน้ำลงตามทฤษฎีโดยสมมติว่าโลกปกคลุมด้วยน้ำทั้งหมด ไม่มีแผ่นดินอยู่เลย
แต่น้ำขึ้นน้ำลงบนโลกจริง ๆ มิได้เป็นไปตามทฤษฎี ทั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง
เช่น โลกมีแผ่นดินกระจัดกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบ ความกว้างความยาวและความลึกของแหล่งน้ำไม่สม่ำเสมอ
คลื่นที่เกิดจากน้ำขึ้นน้ำลงจึงมีความเร็วคลื่นไม่สม่ำเสมอกัน และมีปัจจัยของแรงเสมือนเข้ามาเกี่ยวข้อง

น้ำขึ้นน้ำลงจึงมีลักษณะแตกต่างกัน โดยหลักกว้าง ๆ พอจะแบ่งน้ำขึ้นน้ำลงออกได้เป็น 3 แบบ

Diurnal tide มีน้ำขึ้นน้ำลงอย่างละ 1 ครั้งใน 1 วัน บริเวณต่าง ๆ ที่มีน้ำขึ้นน้ำลงแบบนี้มี Amplitudes
แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับมุมที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทำกับจุดนั้น ๆ พบในอ่าวเม็กซิโกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Semidiurnal tide น้ำขึ้น 2 ครั้ง และน้ำลง 2 ครั้งใน 1 วัน น้ำขึ้นหรือน้ำลงครั้งแรกมักจะเท่ากับ
น้ำขึ้นหรือน้ำลงครั้งที่ 2 น้ำขึ้นน้ำลงแบบนี้ใกล้เคียงกับทฤษฎีมาก เปลี่ยนแปลงตามตำแหน่งของดวงจันทร์
ที่สัมพันธ์กับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ พบทั่วไปในมหาสมุทรแอตแลนติค ฝั่งอเมริกาและยุโรป
Mixed tide เป็นแบบผสมระหว่างแบบที่ 1 กับแบบที่ 2 เวลาที่ทั้งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
เข้าใกล้แนวเส้นศูนย์สูตรโลก น้ำขึ้นน้ำลงจะคล้ายแบบที่ 2 มาก แต่เวลาที่ดวงจันทร์ทำมุมกับเส้นศูนย์สูตรโลกมาก
น้ำขึ้นน้ำลงจะปรากฏเป็นแบบที่ 1 มากกว่า พบทั่วไปบริเวณฝั่งเม็กซิโกของอเมริกา
คลื่นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบนิเวศน์ชายฝั่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านธรณีวิทยาชายฝั่ง
หาดทราย และลักษณะชายฝั่งที่ปรากฏให้เราเห็นในธรรมชาติ อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลงานของคลื่นทั้งสิ้น
โดยหลักการคลื่นจะพยายาม”รักษาสมดุลหรือความมั่นคงของฝั่งนั้นเอาไว้”
ฉะนั้นกิจกรรมใด ๆ ที่เกิดขึ้นในทะเลโดยน้ำมือมนุษย์ เช่น การสร้างท่าเทียบเรือ สิ่งกำบังหรือป้องกัน
ล้วนเป็การกระทำที่ทำลายหรือขัดขวางความสมดุลของธรรมชาติที่ได้สร้างขึ้น
ในเวลาอันสั้นชายฝั่งในบริเวณนั้นหรือใกล้เคียง จะถูกคลื่นทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
เกิดการพังทะลายและการงอกของฝั่ง ในที่ใหม่ ทั้งนี้เพื่อเรียกความสมดุลให้กลับคืนมาใหม่


คลื่นที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรมีหลายรูปแบบแล้วแต่จะเรียก(แล้วแต่หลักเกณฑ์ที่ใช้เป็นข้อกำหนด) เช่น มีทั้ง

คลื่นที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า (Progressive waves) และอยู่กับที่ (Standing waves)
คลื่นสั้น (Short waves) และคลื่นยาว (Long waves)
มองเห็นด้วยตา (Wind waves) และมองไม่เห็น (Internal waves,Tides)
คลื่นน้ำตื้น (Shallow-water waves) และคลื่นน้ำลึก (Deep-water waves)
คลื่นอิสระ (Free waves) และคลื่นในควบคุม (Forced waves)

รายละเอียดคลื่นเหล่านี้มีธรรมชาติแตกต่างกันไป ปัจจัยที่ทำให้คลื่น
ในธรรมชาติไม่เหมือนกันคือสาเหตุของการเกิดคลื่น

เรื่องคลื่น รูปคลื่น

คลื่นอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้

ลม
แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระบิด แผ่นดินใต้น้ำถล่ม
แรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
การเปลี่ยนแปลงความกดอากาศ
ความแตกต่างของความหนาแน่นระหว่างมวลน้ำชั้นบนและล่าง
เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านพื้นท้องทะเลซึ่งไม่เรียบ

คลื่นที่ปรากฏให้เราเห็นเป็นประจำทุกวัน เป็นคลื่นที่เกิดจากลมเป็นส่วนใหญ่ (Wind waves)
ส่วนคลื่นที่เกิดจากสาเหตุอื่นเรามักมองไม่เห็นเพราะเกิดขึ้นระหว่างชั้นของน้ำ (Internal waves)
หรือเป็นคลื่นที่มียอดคลื่นเตี้ยมากและมีคาบของคลื่นยาวนาน (Tides,Tsunami)


ชนิดและการเกิดของคลื่นเนื่องจากลม

ลมเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดคลื่นในน้ำระดับผิวหน้า น้ำทะเลซึ่งมีความหนืดเมื่อถูกลมพัดผ่านน้ำผิวหน้า
“จะยืด” ออกตามแรงลมแล้วจะ “หด” ตัวกลับเพื่อรักษาสมดุลด้วยแรงตึงผิว ทั้งนี้น้ำก็มีลักษณะคล้ายวัตถุยืดหยุ่น
โดยการยืดและหด เนื่องจากแรงดังกล่าวทำให้ผิวหน้าโค้งขึ้นและโค้งลงเกิดคลื่นขนาดเล็กขึ้นในที่สุด

คลื่นขนาดเล็กเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นเมื่อมีลมพัดเท่านั้น ถ้าลมหยุดพัดคลื่นเหล่านี้จะสลายตัวเกือบทันที
พูดอีกแง่หนึ่งว่าเป็นคลื่นที่มีอายุสั้น ต่อเมื่อมีลมพัดต่อเนื่องกันเป็นเวลานานพอสมควร คลื่นเหล่านี้จะค่อย ๆ
ขยายโตขึ้นเพราะน้ำผิวหน้าที่ขรุขระเนื่องจากมีคลื่นขนาดเล็ก ๆ จะมีพื้นที่ผิวในส่วนที่จะรับลมเพิ่มขึ้น(ส่วนนูน)

คลื่นที่ขยายตัวมีชื่อใหม่ว่า Sea หมายถึงคลื่นที่ยังอยู่ในบริเวณที่มีลมพัด มีความยาวคลื่นสั้นและยอดคลื่นแหลม
ผิวน้ำในตอนนี้สับสนวุ่นวายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในระยะไกลเราจึงมักเห็นผิวน้ำมีลักษณะเป็นหลุม เนิน เหลี่ยม
คล้าย “เพชร” เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า โดยธรรมชาติลมพัดด้วยความเร็วและทิศทางที่ไม่แน่นนอน

ในช่วงเวลาหนึ่งความเร็วและทิศทางอาจเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ในบางครั้งลมยังเคลื่อนที่ในลักษณะหมุน เวียนซ้าย
เวียนขวา แล้วแต่กรณี คลื่นขนาดเล็กอาจซ้อนอยู่ในคลื่นขนาดใหญ่กว่า คลื่นที่ความเร็วกว่าเคลื่อนที่ทับคลื่นที่ช้ากว่า
คลื่นชนกันแล้วสลายตัวบางส่วน ทำให้ส่วนที่เหลือมีทรวดทรงไม่สมประกอบ ฯลฯ

ต่อมา Sea ซึ่งมีหลายขนาดและความเร็วต่างกัน จะค่อย ๆ ปรากฎทรวดทรงให้เห็นชัดขึ้นกล่าวคือ
พวกที่มีความเร็วมากกว่าจะวิ่งล้ำหน้าพวกที่มีความเร็วน้อยกว่า นับเป็นการแยกคลื่นหลายชนิด
ซึ่งเกิดพร้อมกันออกจากกันตามธรรมชาติ คลื่นที่แยกออกจากกันแล้วจะมียอดคลื่น (Crest) และท้องคลื่น (Trough)
ดีขึ้นกว่าเดิม เรียกคลื่นในตอนนี้ว่า Swell หมายถึง คลื่นที่เกิดขึ้นนอกเขตลมพัด ยอดคลื่นเตี้ยและมนกลมกว่าเดิมเล็กน้อย

โดยธรรมชาติของคลื่น คลื่นที่คอย ๆ โตขึ้นในขณะที่มีลมพัดจะได้รับพลังงานจากลมเพิ่มขึ้น คลื่นจึงค่อย ๆ มีความเร็วเพิ่มขึ้น
ในตอนแรกคลื่นเคลื่อนที่ช้ากว่าลมต่อมาจะเท่ากับลมและในที่สุดจะเร็วกว่าลม ด้วยเหตุนี้คลื่นจึงเคลื่อนที่ออกนอกเขตที่มีลมพัดได้
ในธรรมชาติเราจึงเห็นคลื่นเคลื่อนที่นำหน้าลมหรือเคลื่อนที่เข้าหาฝั่งได้อย่างอิสระโดยไม่มีลมพัดเลย
จึงอาจเรียก Swell ว่าเป็น Free waves


ผู้ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งอาจใช้ Swell เป็นเครื่องเตือนภัยได้ ในยามใดที่เห็นคลื่นวิ่งเข้าหาฝั่งมีความยาวนานผิดปกติ
ให้สันนิฐานว่าอาจมีพายุหรือใต้ฝุ่นกำลังก่อตัวขึ้น ในสภาพที่ทะเลกำลังเปลี่ยนจากสงบไปเป็นถูกพายุพัดรุนแรง
จะมีคลื่นลูกแรกซึ่งมีความเร็วผิดปกติถึงฝั่ง บอกเหตุร้ายว่าคลื่นที่มีความเร็วสูงมากกว่านี้กำลังตามมา

ในบริเวณที่มี Swell ผิวน้ำทะเลจะลดความสับสนและขรุขระลงไปมาก เราเริ่มมองเห็นคลื่นเคลื่อนที่อย่างเป็นระบบ
ด้วยขนาดและความเร็วต่างกัน ซึ่งจะเคลื่อนที่ตามหลังกันเป็นขบวนหรือเป็นกลุ่ม มีลักษณะเฉพาะ

คลื่นที่นำหน้าอาจสลายตัวเมื่อสะดุดความตื้น(เช่นเกาะใต้น้ำ สันทรายใต้น้ำ ฯลฯ) ในขณะที่คลื่นที่อายุน้อย ๆ
จากแนวหลังวิ่งติดตามขึ้นแทนที่คลื่นที่หายไปโดยลักษณะนี้เราจะเห็นคลื่นตลอดเวลา


ในขณะ Swell เคลื่อนที่จากจุหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง จะมีแรงพวกหนึ่งคอยทำให้คลื่นเปลี่ยนแปลงความสูง
คลื่นจะค่อย ๆ เตี้ยลงยอดคลื่นจะมนกลมสวยงามขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นที่มีอายุน้อยยอดคลื่นจะชันกว่าคลื่นที่มีอายุมาก
แรงที่ว่าได้แก่ แรงตึงผิว (Surface tension) และแรงดึงดูดของโลก (Gravity)

โดยหลักการแรงทั้งสองนี้จะพยายามทำให้ผิวน้ำคืนสู่สภาพปกติ คลื่นขนาดเล็กที่มีความยาวคลื่นมากกว่า 1.7 ซ.ม.
หรือเป็นคลื่นที่มีคาบนานตั้งแต่ 1วินาที ถึง 5 นาที แรงดึงดูดของโลกจะเข้ามาเกี่ยวข้องและมีอำนาจเหนือแรงตึงผิว
จึงอาจเรียก Swell ว่าเป็น Gravity waves ได้ คลื่นที่เราเห็นในมหาสมุทรส่วนใหญ่เป็นคลื่นประเภทนี้

คลื่นในกลุ่มของ Swell มีความยาวคลื่นมากน้อยต่างกัน คลื่นที่ยาวกว่าจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า
นับเป็นการจัดขบวนของคลื่นตามความเร็ว

ขบวนของคลื่นเหล่านนี้สามารถเดินทางได้ไกลมากสามารถวิ่งข้ามมหาสมุทรหรือวิ่งจากซีกโลกใต้
สู่ซีกโลกเหนือได้อย่างสบายตัวอย่าง เช่น

จากตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติคถึงฝั่งประเทศมอรอคโค 3000 ก.ม.
จากตอนใต้มหาสมุทรแอตแลนติคถึงฝั่งประเทศอังเกฤษ 10000 ก.ม.
จากใกล้แอตแลนติคถึงฝั่งของรัฐอลัสกา 10000 ก.ม.

การที่ Swell เคลื่อนที่ได้ไกลมากก็เพราะ

มีความเร็วพอตัว
ยอดคลื่นเตี้ยและมนกลมทรงตัวได้ดี ไม่แตกกระจายง่ายและสูญเสียพลังงานน้อย
แรงตึงผิวและแรงดึงดูดของโลกมีอำนาจในการ “ฉุดลาก” น้อยเพราะคลื่นเตี้ย


เมื่อ Swell เคลื่อนที่เข้าหาฝั่ง คือเปลี่ยนจากน้ำลึกเป็นบริเวณน้ำตื้น การเปลี่ยนแปลงระดับความลึก
จะรบกวนการเคลื่อนที่ ในตำแหน่งใหม่นี้ Swell อาจถูกทำลายโดยลมที่ตัดสวนทางการเคลื่อนที่ของคลื่น
หรือโดยคลื่นด้วยกันเองที่เคลื่อนที่สวนทางหรือผ่านกลาง ณ ความลึกอันหนึ่ง Swell จะก่อตัวกลายเป็น
คลื่นขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Surf ซึ่งเป็นการคลื่นที่ของมวลน้ำพร้อมกับการเคลื่อนที่ของพลังงาน

การเคลื่อนที่ของมวลน้ำในรูป Surf มีหลายลักษณะขึ้นอยู่กับรูปร่างของพื้นท้องทะเล
ที่รู้จักกันโดยทั่วไป ได้แก่

Spilling type

Plunging type

Surging type

Collapsing type


แบบแรก เป็นแบบที่พบเห็นทั่วไป สังเกตเห็นได้ไม่ยากด้านข้างทั้งสองของคลื่นเว้าจึงทำให้ยอดคลื่นสูงมีปลายแหลม
เป็นเหตุให้ปลายยอดเสียการทรงตัวได้ง่าย เมื่อลมพัดหรือสะดุดพื้น น้ำจะแตกกระจายมองเห็นขาวเป็นแนวขนานฝั่ง
ในแนวตื้นถัดจากแนวจะมีการแตกกระจายของคลื่นโดยลักษณะนี้ยอดคลื่นจะค่อยลดความสูงลงจนสลายไป


แบบที่สองสังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่าแบบแรกคือ ยอดคลื่นจะโค้งงอไปข้างหน้า ด้านหลังนูนในขณะที่ด้านเว้า
และส่วนที่เว้ามักเป็น “หลุม” อากาศ ดังนั้นเมื่อคลื่นแตกน้ำจะกระจายสู่อากาศพร้อมกับเห็นฟองอากาศขาวเด่นชัด
ทรวดทรงของยอดคลื่นอ้วนเตี้ยมีความชันน้อยมาก Surf แบบนี้เกิดจาก Swell ที่ค่อนข้างมีความยาวคลื่นมาก
วิ่งเข้าหาฝั่งที่มีความชันน้อย แต่ไม่เรียบและไม่เป็นระเบียบ มีก้อนหินกระจายอยู่ทั่วไป แต่ถ้าเกิดขึ้นบนฝั่งที่ชันกว่านี้
คลื่นจะสูงขึ้นกว่าเดิม น้ำบนยอดคลื่นจะถูกผลักดันให้ไหลล้ำหน้า คือซัดสาดไปข้างหน้า
แทนที่จะกระจายขึ้นสู่อากาศเบื้องบน เรียก Surf เหล่านี้ว่า Surging type


สำหรับแบบที่ 4 มักเกิดขึ้นบนฝั่งที่ชัน แตกต่างกับแบบอื่น ๆ ค่อนข้างชัดเจน กล่าวคือ
ไม่มีการแตกกระจายของน้ำบนยอดคลื่น แต่จะมีการหักสะบั้นตรงกลาง หรือส่วนล่างของยอดคลื่น
คล้ายกับอาการทรุดตัวพับฐานอะไรบางอย่าง


ปกติ Surf ประกอบด้วยคลื่นที่แตก (Breaker) หลายชนิดเคล้ากันความสูงของ Surf ขึ้นอยู่กับความสูง
และความชันของคลื่นที่วิ่งเข้าหาฝั่ง และยังขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นท้องทะเลนอกฝั่งที่คลื่นเคลื่อนที่ผ่าน ดังนั้น Surf
จึงมีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็ก (4-5 ซ.ม.) บนหาดที่เป็นอ่าวปิด จนถึงหลายสิบเมตร (30-40 ม.) บนหาดที่เป็นที่โล่ง

ก่อนจบเรื่อง Surf ขอย้ำว่าความชันของฝั่งมีอิทธิพลมาก คลื่นขนาดใหญ่ (Swells) เมื่อประทะกับฝั่งที่ชันมากทันทีทันใด จะเกิดคลื่นสูงที่รุนแรงน่ากลัวขึ้น คือยอดคลื่นจะโค้งขึ้นและม้วนลง (สู่ท้องคลื่นข้างหน้า) อากาศที่ถูกอัดไว้ในมวลน้ำ
ขณะที่คลื่นม้วนลงระเบิดทำให้เกิดทำให้น้ำกระจายและส่งเสียงดัง ความรุนแรงของคลื่นที่ปะทะฝั่งที่ชันมาก
สร้างความเสียหายให้แก่ชายฝั่งทะเล ทรัพย์สินตลอดชีวิตอยู่ตลอดเวลา


หลังจากที่คลื่นแตกแล้วน้ำที่เคลื่อนที่เข้าใกล้ฝั่งและถูกสะสมอยู่บนฝั่งในรูปของ Surf ชนิดต่าง ๆ
ส่วนนึ่งอาจจะไหลกลับทะเลในระดับล่าง แต่ส่วนใหญ่จะถูกผลักดันให้ไหลไปตามชายฝั่ง
เกิดกระแสน้ำริมฝั่ง(Longshore current) ขนาดของกระน้ำนี้ขึ้นอยู่กับความใหญ่เล็กของ Surf
และมุมที่คลื่นเคลื่อนที่เข้าหาฝั่ง มุมยิ่งเล็กยิ่งเกิดได้มาก

เมื่อกระแสน้ำริมฝั่งไหลไปได้สักระยะหนึ่ง น้ำบางส่วนจะไหลกลับทะเลในรูปของ Rip current
ในหรือใกล้เขต Surf Zone ส่วนในบริเวณน้ำลึก Rip current จะไหลกับทะเลตั้งแต่ผิวจนถึงพื้น
ส่วนในบริเวณนอก ๆ เขต Surf Zone และที่ลึกกว่า Rip current จะไหลกลับทะเลในระดับเหนือพื้นลอดใต้ผิวน้ำ
อาจเป็นร่องลึก ถ้ามองจากภาพถ่ายจะเห็นเป็นสีน้ำเงินเข้ม อาจยาวถึง 300 ม. จากฝั่ง

ตำแหน่งที่ Rip current ชอบเกิด ได้แก่ปลายทางของ Longshore current
และใกล้ ๆ บริเวณที่คลื่นเบนเข้าหากัน ผู้ที่เล่นน้ำริมฝั่งมักได้รับอันตรายจากกระแสน้ำ Rip current
ซึ่งไหลเชี่ยวถึง 1ม./วินาที คนที่เคยมีประสบการณ์แนะนำว่าเมื่อรู้ว่ามีกระแสน้ำพัดพาตัวออกนอกฝั่ง
อย่าตกใจกลัวและพยายามว่ายน้ำทวนกระแส แต่ให้พยายามว่ายน้ำด้านข้างเพื่อให้พ้นเขตทั้งนี้เพราะ Rip current แคบ

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย



อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

- เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณืระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำโทกริสและแม่น้ำยูเฟรติส จึงทำให้ชนชาติต่างๆแย่งชิงผลัดเปลี่ยนเข้ามาสร้างสรรค์อารยธรรมของตน


- ชาติแรกที่เข้ามา คือ สุเมเรียน ซึ่งมีความเจริญด้านการเกษตร รู้จักการชลประทานและจัดการปกครองแบบนครรัฐได้เป็นครั้งแรก
ชาวสุเมรียน (Sumerians) และจักรวรรดิอัคคาเดียน (Akkadian)
ชาวสุเมเรียน เป็นพวกแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินดอนสามเหลี่ยมปากน้ำไทกริสและยูเฟรทิส เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อนคริสตกาล งานสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญมีดังนี้
การประดิษฐ์ตัวอักษรลิ่ม (Cuneiforms) โดยใช้ลำดับต้นอ้อสลักตัวอักษรลงบนแผ่นดินเหนียวเปียก แล้วนำไปอบด้วยความร้อนจนแห้ง
การสร้างวิหารซิกกูแรต (Ziggurat) บนเนินสูง ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางาศาสนา และศูนย์กลางของศิลปหัตถกรรม และโรงพยาบาล ทำด้วยดินเหนียวตากแห้ง
การแกะสลักตราประจำตัว สำหรับประทับในจดหมายซึ่งเขียนบนแผ่นดินเหนียวและการใช้โลหะผสมสำริด ประดิษฐ์เครื่องใช้ต่างๆ
การพัฒนางานกสิกรรม เช่น ขุดคลองส่งน้ำ สร้างทำนบกั้นน้ำ ฯลฯ รวมทั้งความเจริญทางคณิตศาสตร์ รู้จักการคูณ หาร และการถอดรากกำลังสอง เป็นต้น
วัฒนธรรมทางศาสนา ชาวสุเมเรียนนับถือพระเจ้าหลายองค์ และกษัตริย์เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากเทพเจ้าให้มาปกคลองโลกมนุษย์ ความเชื่อดังกล่าวถ่ายทอดไปยังชาวกรีกและโรมันในสมัยต่อมา นอกจากนี้ ชาวสุเมเรียนไม่เชื่อเรื่องภพหน้า จึงไม่มีการสร้างสุสานหรือมัมมีเหมือนอียิปต์โบราณ
ชาวอัคคาเดียน (Akkadians) ได้ยกกำลังเข้ารุกรานดินแดนของชาวสุเมรียนและขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวาง นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีจักรวรรดิเกิดขึ้นในโลก เรียกว่า จักรวรรดิอัคคาเดียน
- ประดิษฐ์อักษรลิ่ม ลงบนแผ่นดินเหนียว มีความเจริญด้านคณิตศาสตร์ เช่น การคูณหาร ถอดรากกำลังสอง เลขฐาน 60 เป็นต้น มีการติดต่อค้าขายกับภายนอก
- นับถือเทพเจ้าหลายองค์ วิหารบูชาเทพเจ้า คือ ซิกกูแรท (Ziggurat)


- บาบิโลเนีย ประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมบูราบี ใช้บทลงโทษที่รุนแรง " ตาต่อตา ฟันต่อฟัน " เพื่อสร้างระเบียบและความยุติธรรมให้แก่ดินแดน ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลก
ชาวบาบิโลเนีย (Babylonia)
พวกอมอไรต์ (Amorites) ชนเผ่าเร่ร่อนจากทะเลทรายอาระเบีย เข้ายึดครองดินแดนของชาวสุเมเรียนได้ และจัดตั้งอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้น เมื่อประมาณ 1,800 ปี ก่อนคริสตกาล มีอำนาจทางการทหารเข้มแข้ง และการค้าขยายตัวอย่างกว้างขวาง
งานสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวบาบิโลเนีย คือ ประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี (Hummurabi) เป็นกฎหมายฉบับแรกของโลก มีบทลงโทษอย่างรุนแรงตามหลักตาต่อตา ฟันต่อฟัน


- อัสซีเรีย การแกะสลักภาพนูนต่ำ (bas relief) แสดงการสู้รบของกษัตริย์อัสซูร์บาลิปาล รวบรวมงานเขียนไว้ที่ห้องสมุดเมืองนายเวห์ (Nineveh) ซึ่งเป็นห้องสมุดแห่งแรกของโลก
ชาวอัสซีเรียน (Assyrians)
ชาวอัสซีเรียน ได้สถาปนาจักรวรรดิตนขึ้น เมื่อประมาณ 1,300 ปี ก่อนคริสตกาล มีการจัดการปกครองแบบรัฐทหารที่มีประสิทธิภาพ มีการเก็บภาษีอย่างหนัก
งานศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญ คือ การแกะสลักภาพนูนต่ำ (Base-relief) ลงบนดินเหนียวหรือหิน แสดงการล่าสัตว์และการทำสงคราม มีฝีมือประณีต ละเอียด งดงาม
การเริ่มใช้ "ประตูโค้ง" (Arch) ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวโรมันในสมัยต่อมา
ห้องสมุดแห่งแรกของโลก ที่เมืองมิเนเวห์ (Nineveh) ซึ่งอยู่ในเขตประเทศอิรัก ทำด้วยอิฐตากแห้งกว่า 20,000 แผ่น ใช้บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ บทเพลงสวด นิยายปรัมปรา และตำราแพทย์ เป็นต้น


- คาลเดีย สร้างสวนลอยแห่งกรุงบสบิโลน มีความสามารถด้านดาราศาสตร์ แบ่งสัปดาห์ 7 วัน สามารถทำนายสุริยุปราคา และนำดาราศาสตร์มาเป็นเครื่องทำนายชะตาชีวิตมนุษย์
ชาวคาลเดียน (Chaldeans)
ชาวคาลเดียนก่อตั้งอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง (The New Babylonia) เมื่อประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตกาล งานศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญ คือ การสร้างสวนลอยขนาดใหญ่ มีชื่อว่า "สวนลอยแห่งบาบิโลน" บริเวณเหนือพระราชวัง นับว่าเป็นสงหนึ่งของโลก
ชาวคาลเดียนมีความสามารถทางด้านดาราศาสตร์ การทำนายสุริยุปราคาและแบ่งสัปดาห์หนึ่งเป็น 7 วัน


- เปอร์เซีย ระบอบการปกครองแบบจักรวรรดินิยมที่มั่นคง ขยายการค้าไปยังดินแดนต่างๆ
ชาวเปอร์เซีย (Persia) กับงานสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมในเอเชียไมเนอร์ (Asia minor)
กองทัพเปอร์เซียสมัยพระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyras The Great) ได้ยกกองทัพเข้ายึดครองอาณาจักรบาบิโลเนีย ในดินแดนเมโสโปเตเมีย และผนวกดินแดนแห่งนี้เข้ากับจักรวรรดิเปอร์เซีย
งานสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมของชาวเปอร์เซีย เป็นงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม เช่น เสาคอลัมน์ (Column) และการแกะสลักภาพเหตุการณ์ต่างๆ บนผนังอาคารซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ศิลปกรรมสมัยกรีกและโรมันในเวลาต่อมา


- ฟินิเซีย มีความสามารถด้านการค้า การแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นชาติแรกที่มีเหรียญทองคำใช้ เป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมของชาติต่างๆในภูมิภาคนี้
สถาปัตยกรรม : อารยธรรมเมโสโปเตเมีย นิยมสร้าง Ziggurat ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสร้างด้วยวัสดุจำพวกอิฐและไม้ ความคงทนสู้งานสถาปัตยกรรมของอียิปต์ไม่ได้ เพราะงานของอียิปต์สร้างด้วยวัสดุจำพวกหิน ลักษณะสำคัญของซิกกูรัตก็คือเป็นปิรามิดแบบขั้นบันได ซึ่งในระยะแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นวิหารสำหรับพวกพระประกอบพิธีกรรมในทางศาสนา แต่ต่อมากซิกกูรัตนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังของกษัตริย์ เช่น ซิกกูรัตที่เมืองอูร์ (Ur)
Zigguratเป็นศาสนสถาน ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายภูเขาขนาดใหญ่ สร้างด้วยอิฐตากแห้ง เป็นสัญลักษณ์ที่ประทับของเทพเจ้าต่าง ๆ เมโสโปเตเมียเป็นดินแดนที่อากาศมักวิปริตแปรปรวนอยู่เสมอ พายุลม พายุฝุ่น เป็นภัยธรรมชาติที่ไม่อาจป้องกันได้ เป็นผลให้พวกเมโสโปเตเมียเห็นตัวเองเป็นทาสหรือของเล่นของเทพเจ้า สังคมสุเมเรียนจึงยกย่องเกรงกลัวเทพเจ้า ต้องรับใช้เทพเจ้าอย่างซื่อสัตย์ เพื่อให้เทพเจ้าทรงเมตตา และไม่ลงโทษด้วยภัยธรรมชาติต่าง

ซิกกูรัตที่ขุดพบได้ อาทิเช่น "The White Temple" พบที่เมืองอูรุค (Uruk) หรือวาร์กา (Warka) มีอายุประมาณ 3,500 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล

นอกจากนี้ ยังมีสุสานอันเป็นสถานที่เก็บพระศพของกษัตริย์ เช่น สุสานของกษัตริย์อาบาร์กี (Abargi) และราชินีชูบัด (Shubad) สร้างประมาณ 2,570 ปีก่อนคริสตกาล ก่อด้วยหินขุดเป็นอุโมงค์ลงไปใต้พื้นดิน ภายในไม่ซับซ้อนเหมือนสุสานของอียิปต์โบราณ มีห้องสำหรับเก็บพระศพและสมบัติ ส่วนข้างนอกห้องเป็นอุโมงค์กว้าง มีหลุมหินหลายหลุม หลุมแรกสำหรับพวกทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ หลุมที่สองมีซากรถม้า เกวียน รวมทั้งซากวัวและม้า ตลอดจนซากคนขับรถ หลุมที่สามเป็นหลุมสำหรับนักดนตรี หลุมสุดท้ายเป็นหลุมของพวกนางสนมกำนัล บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นคนสนิทของพระาชาและพระราชินีที่ถูกสั่งให้ดื่มยาพิษ เพื่อตามไปรับใช้ในโลกหน้าอันเป็นความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายของคนในสมัยนั้น
จิตรกรรม : ภาพจิตรกรรมที่สำคัญ ได้แก่ ภาพเขียนพระนางชูบัด(Shubad) พบในสุสานเมืองเออร์ (Ur) มีอายุประมาณ 2,850 2,450 B.C.

ประติมากรรม : ส่วนใหญ่เป็นประติมากรรมแบบนูนสูง และลอยตัวเกี่ยวกับเทพเจ้ากษัตริย์ และบุคคลสำคัญในสมัยนั้น ซึ่งมีดังนี้ คือ

รูปสลักศีรษะผู้หญิงซึ่งขุดพบได้ที่เมืองอูรุค (Uruk) มีอายุประมาณ 3,500 3,000 ปีก่อนคริสตกาล รูปสลักชิ้นนี้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ดวงตาและคิ้วนั้นเดิมคงทำด้วยวัสดุทาสี ส่วนผมทำด้วยทองหรือทองแดง แต่สิ่งเหล่านี้ได้หลุดหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงส่วนที่เป็นโครงหน้าและกะโหลกศีรษะเท่านั้น

ที่วิหารอาบู (Abu Temple) ที่เทลอัสมาร์ (Tell Asmar) มีหลายชิ้นด้วยกัน เช่น ประติมากรรมแบบลอยตัว มีอายุประมาณ 2,700 2,500 ปีก่อนคริสตกาล นักโบราณคดีสันนิษฐานว่ามีทั้งรูปเทพเจ้า Abu (เทพเจ้าแห่งพืชผัก) รูปสลักมหามาตาเทวี รูปสลักพวกพระและบุคคลที่น่าเคารพ เป็นต้น รูปสลักเหล่านี้ทำจากยิบซัมผสมกับพวกแร่ไหม้ไฟ เช่น อัสฟัลต์ และปิโตรเลียม

งานประติมากรรมแบบลอยตัวอีกชิ้นหนึ่งซึ่งสวยงามมาก ทำจากวัสดุพวกไม้ แต่ทาสีทอง เป็นรูปแพะมีปีกยืนใกล้ต้นไม้ (Billy Goat and Tree) งานชิ้นนี้พบที่เมืองอูร์ (Ur) สร้างเมื่อประมาณปี 2,600 B.C. ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงฟิลาเดลเฟีย

ลักษณะเด่นชัดในงานประติมากรรมของสุเมเรีย คือ

รูปทรงมีลักษณะเป็นแบบเรขาคณิตมากกว่าที่จะเป็นแบบสัจนิยม (Realistic)

นิยมสลักดวงตาให้ใหญ่มากเพื่อใช้สื่อสารกับเทพเจ้า ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ดวงตาคือหน้าต่างของวิญญาณ (Window of the soul)

ถ้าเป็นรูปเทพเจ้าจะมีขนาดใหญ่ และดวงตานิยมทาสี

การจัดภาพสำหรับประติมากรรมแบบนูนสูงนั้น ถ้าเป็นบุคคลสำคัญจะมีขนาดใหญ่ ส่วนตัวประกอบจะมีขนาดเล็กลงตามส่วน

นิยมใช้สีต่าง ๆ เข้ามาบ้างแล้ว โดยเฉพาะสีทองและสีฟ้า

ประดิษฐ์ตัวอักษร อักษรที่บันทึกเรียกว่า อักษรลิ่ม หรือ คูนิฟอร์ม

อักษรลิ่มเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ชาวสุเมเรียนนำเอาไม้สลักลงบนแผ่นดินเหนียวเปียกเป็นสัญลักษณ์

การประดิษฐ์ตัวอักษรเป็นประโยชน์ต่อศาสนกิจ การบันทึกของพวกพระ เช่นบัญชีรับจ่าย

บทบัญญัติทางศาสนา




บาบิโลน
allowfullscreen="true" width="425" height="344">

เมืองซาตาล ฮูยุค (Catal Huyuk)



เมืองซาตาล ฮูยุค (Catal Huyuk) นี้ มีความเก่ามาก จนย้อนไปถึงสมัยยุคหินใหม่ พอๆ กับซากเก่าที่สุดซึ่งจมอยู่ใต้ เมืองเจริโค มีอายุประมาณ 6,500-4,700 ปีก่อนคริสตกาล ก็เกือบๆ หมื่นปีมาแล้ว นี่เรียกว่าเป็นสมัยที่เจริญ ขึ้นแล้วนะ ส่วนสมัยที่เริ่มสร้างบ้านแปงเมืองจริงๆน่ะ อาจจะย้อนไปเมื่อหมื่นปีมาแล้วก็ได้

เมืองนี้มีลักษณะความเป็นเมืองอย่างครบครัน ไม่ใช่เป็นเพียงชุมชนหนาแน่น เหมือนอย่างถิ่นที่อยู่ของคนในยุคหินใหม่อื่นๆ และก็เป็นเมืองที่มีความลับเป็นคุณสมบัติ ประจำตัวเสียด้วย เล่นเอานักโบราณคดีตาโตไปตามๆ กันด้วยความสนใจ เพราะจนป่านนี้ ความลึกลับบางส่วนของซาตาล ฮูยุค ยังไม่เปิดเผยออกมาเลย



ความลับที่ว่านั้นคืออะไร เดี๋ยวจะว่าให้ละเอียด ตอนนี้มาคุยถึงลักษณะโดยทั่วๆ ไปของเมืองนี้ ก่อน

สถานที่ตั้งของเมืองนี้อยู่ใกล้กับ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ห่างไกลจากเจริโคมาก เออ..ลืมบอกไปว่า ปีที่ค้นพบเมืองนี้คือปี 1961 แค่ 40 กว่าปีมานี่เอง นับว่าเป็นเมืองเก่าที่พบล่าช้ามากทีเดียว ซากเมืองเต็มไปด้วยร่องรอยของ อาคารที่ทำ ด้วยอิฐดิบ มีรูปทรงประหลาด คือสร้างติดๆ กันไป มีทางออกอยู่ ทางเดียว คือ ทางหลังคา นับว่าเป็น สถาปัตยกรรมแปลกที่มี เอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครในโลกจริงๆ เวลาชาวบ้านจะออก จากบ้านทีต้อง ปีนกระได ออกทางช่องบนหลังคา เวลาจะเข้าบ้านก็ปีนกระไดอีก

นักโบราณคดีที่ขุดเอาซาตาล ฮูยุคออกมาจากพื้นดินในพื้นที่ราบ อนาโตเลียเป็นคนแรกคือ เจมส์ เมลลาอาร์ท (James Mellaart) เมื่อปี 1961 ดังกล่าวมาแล้ว เขาเล่าถึงการสำรวจครั้งนี้ ให้ฟังอย่างสนุกพอใช้


“...เราพากันไปทดลองขุด ณ บริเวณที่เคยเห็นอิฐดิบและเศษ เครื่องมือสมัยหินใหม่ กระจัดกระจายอยู่ ในวันแรกไม่พบอะไรเลย นอกจากซากกำแพงพังๆกับกองขี้เถ้าเป็น ภูเขาเลากา วันที่สองพบเครื่องมืออีก ซึ่งทำให้เราเชื่อมั่นว่าซากเมืองที่ขุดนี้เป็น เมืองในยุค นีโอลิธิค หรือ ยุคหินใหม่แน่แล้ว จนถึงวันที่สามซีครับ ขณะที่คนงานของผมคนหนึ่งลงไป ขุดในหลุมลึก มีลักษณะแคบยาวตามรูปภูมิประเทศ


พลั่วของเขาไปกระทบบางส่วนของกำแพง ที่ยังตั้งดิบดี อยู่ เรารีบกะเทาะดินออกอย่างระมัดระวัง ปูนปลาสเตอร์ที่ฉาบกำแพงร่วงกราวๆ ออกมา และแล้วเราก็มองเห็นสีสันสดใสที่เขียนไว้อย่างเหลือเชื่อ มันเป็นจิตรกรรมฝาผนังครับ... ใช่, วอลล์เพนติ้งเก่าที่สุดในโลกเท่าที่มีการขุดพบกันมา...”


จากจุดนี้เอง เมลลาอาร์ทได้พบ สิ่งที่น่าตื่นเต้นต่อไปอีก ภาพเขียนบน ผนังนั้นมีมากมาย เป็นเหตุการณ์ต่างๆกัน เช่น การล่าสัตว์บ้าง ภาพชีวิตประจำวัน บ้าง ภาพการเล่นต่างๆบ้าง ล้วนเขียน ด้วยสีสดใส มีทั้งแดง, เหลือง, ดำ และ ชมพูเหมือนผิวเนื้อคน ฝีมือที่เขียนนั้นใช้ได้ทีเดียว แม้ว่าบางรูปคนดูจะ ไม่เข้าใจว่าคนเขียน ต้องการหมายถึง อะไรก็ตาม


เมื่อกี้เราได้ขยักความลับของเมืองเก่า ที่สุดในโลกเอาไว้ ตอนนี้ขอเฉลยเลยก็แล้วกัน นั้นคือนักโบราณคดี พินิจจากลักษณะอาคารสถานที่ ผนังกำแพง และรูปเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่บรรจงกันสุด ฝีมือแล้ว ลงความเห็นว่า เมืองนี้ไม่ใช่เป็นเมืองที่อยู่อาศัยหรอกขอรับ


อ้าว ไหงเป็นยังงั้น?...ไม่ได้สร้างเป็นเมืองให้อาศัย แล้วจะสร้างเป็นเมือง สวรรค์อะไรกันล่ะ?




คำตอบนั้นมีอยู่ ครับ นักโบราณคดีเขาหาคำตอบไว้ให้เราแล้ว เสียแต่เป็นคำตอบที่เขาเองก็ยัง ไม่แน่ใจว่าจะถูกต้องตรงกับความเป็นจริงหรือเปล่านั้น

นั่นก็คือ ซาตาลฮูยุคเป็นเมืองศูนย์กลาง แห่งศาสนาหรือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เท่านั้นครับ ชาวเมือง จะมารวมอยู่ที่นี่ใน เวลาทำพิธีใหญ่ๆ หรือในเวลาประกอบ ศาสนพิธี ประจำวันของตน แล้วจึงกลับไป ยังที่แห่งอื่นหรือเมืองอื่น ซึ่งใช้เป็นที่อยู่ อาศัยถาวรต่อไป


การที่นักโบราณคดีลงความเห็นยังงี้ ก็เพราะมันมีเหตุจูงใจให้คิดไปได้เช่นนั้น

กล่าวคือ อาคารต่างๆในเมืองนี้มีลักษณะ เป็น ศาสนสถานที่ห้อมล้อมด้วยกำแพง ซึ่งประดับด้วย รูปเขียน อย่างว่าแหละ อาคารบ้านเรือนแต่ละหลังล้วนโอ่อ่า สง่างาม แสดงว่าเป็นบ้านของคนรุ่มรวย ทั้งนั้น นี่ขุดเท่าไหร่ก็ไม่ยักเจอแหล่งเสื่อมโทรม หรือสลัมยุคหินเลยซักนิด

คงไม่ใช่ เป็นเพราะเมืองนี้ไม่มีคนจนหรอกนะครับ แต่คงเป็นเพราะว่าคนชั้นกลางและคนจนนั้นถูกกันให้ไปอยู่ที่อื่นมากกว่า นอกจากนี้ ยังมีอาคารเป็นอันมากในซากเมืองที่แสดงว่าเป็นวิหาร หรือ ศาสนาคารเท่านั้น ไม่มีร่องรอยของตลาด, คอกปศุสัตว์, ยุ้งฉางสำหรับเก็บพืชผล ตลอดจน โรงงานหรือร้านรวงก็ไม่มีปรากฏแม้แต่เงา

แสดงว่าสถานที่ซึ่งกล่าวมานี้ทั้งหมด คงไปอยู่ที่อื่น อันเป็นถิ่นที่อาศัยของเขาเท่านั้น เมืองนี้เป็นเพียงศูนย์กลางของศาสนาและพิธีกรรม อาคารบ้าน อิฐดิบที่เห็นนั่นอาจเป็นบ้านคนรวยเพียงหยิบมือ หรืออาจเป็นที่อยู่ของนักบวชโดยเฉพาะ ก็ย่อมได้


ความลับดำมืดมนอีกอย่างหนึ่งก็คือ ประชาชนชาวเมืองเก๋ากึ๊กส์นี้เป็นใครมา จากไหน?...ไม่มีใครตอบได้

จากการขุดสำรวจลึกลงไปใต้ดินลึกตั้ง 15 เมตรแล้ว ยังไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับชีวิต ชาวเมือง เพิ่มเติมเลย อย่างไร ก็ตาม ในการขุดเนินลูกหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสูง 55 ฟุต พบโครงกระดูกมนุษย์ หญิงชายและเด็ก หลายร้อยโครงครับ รวมทั้งข้าวของ เครื่องใช้ส่วนตัวรวมอยู่กับศพด้วย ในตอนแรกที่พบโครงกระดูกเหล่านี้ นักโบราณคดีคาดว่าความลับเกี่ยวกับ ชนยุคหินใหม่นี้ คงจะเผยออกมาพร้อมกับกะโหลก ที่ยิงฟันแหงแก๋เนี่ยละ แต่เมื่อส่งโครงกระดูกและกะโหลก เหล่านั้นไปที่ สหรัฐอเมริกา ผลที่ได้จากการตรวจสอบ ด้วยกรรม วิธีใหม่ล่าสุด ทำให้ นักโบราณคดีต้องงงงวยไปทันใด


ดร.เจ.ลอเร้นซ์ แห่งสถาบันสมิธโซเนียนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พิจารณาโครงกระดูกเหล่านั้น แล้วส่ายหน้า ไม่รู้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ไหน เพราะเท่าที่ตรวจดูอย่างละเอียดนั้น รู้แต่เพียงว่าคนพวกนี้ มีรูปร่างเล็ก อายุไม่ยืนยาว ผู้ชายจะมีส่วนสูงเฉลี่ยประมาณ 5 ฟุต 7 นิ้ว ผู้หญิงสูงราว 5 ฟุต 1 นิ้ว เป็นอย่างมาก ผู้ชายมี อายุเฉลี่ย 34 ปี ก็ม้วยมรณา ส่วนผู้หญิงนั้นอายุอานามไม่ทันถึงสามสิบก็ลงหลุมเสียแล้ว ถึงยังงั้นก็พบ หลักฐานชัดเจนว่า ในเมืองซาตาล ฮูยุค แต่อดีตร่วมหมื่นปีนู้นน่ะ ผู้หญิงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน


นักโบราณคดีขุดพบรูปเคารพของชาวเมืองฝังดินอยู่มากมายหลายชิ้น มีตั้งแต่ขนาดใหญ่กว่า ตัวคนลงไปจนถึงขนาดเท่าหัวแม่มือ ล้วนเป็นรูปของเทวีหรือเทพเจ้าสตรีทั้งนั้น จึงสันนิษฐานว่า ที่ซาตาล ฮูยุค นั้นคงจะนับถือเจ้าแม่โพสพเป็นเทวีสูงสุด เพราะพบโพสพเทวี อยู่หลายแห่ง มีทั้งรูปสลักจากหินงอกหินย้อยไปจนถึงรูปที่ปั้นจากดินอย่างหยาบๆ

จึงเดาต่อไป ได้อีกว่า ในเมื่อเทพสูงสุดเป็นสตรี นักบวชทั้งหลายคงเป็นภิกษุณีเสียทั้งนั้น และแน่ล่ะ ถ้าหากว่าศาสนาอยู่ในอุ้งมือสตรีเสียแล้ว การเมืองการปกครองก็น่าจะมีผู้หญิง มีสิทธิมีเสียงมากกว่า หรืออย่างน้อยก็มากเท่าผู้ชายทีเดียวละ


นี่แสดงว่าสิทธิของสตรี เจริญมาตั้งแต่ ยุคหินใหม่เกือบ หมื่นปีแล้ว


วิหารสำหรับเทพเจ้าที่เป็นบุรุษเพศ เท่าที่พบมีแห่งเดียวครับ เป็นคาวีเทพ หรือ เทพเจ้าวัว ในนั้นมีรูปสลักหัววัว เต็มไปหมด สวยเสียด้วยซี ไม่มีใครรู้ว่า เทพเจ้าวัวมีนามกรว่ากระไร สำคัญ อย่างไร เป็นเทพสูงสุดคู่เคียงกับ โพสพเทวีหรือเปล่า?...






สิ่งที่ขุดพบจำนวนมากในซากเมืองเก่าที่สุดนี้ ตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์กรุงแองการา ทุกอย่าง แสดงให้เห็นว่าเมืองนี้ออกจะร่ำรวยพอใช้ทีเดียว ความเจริญทางฝีมือช่างรึก็สูงส่ง สังเกตจาก การทำอาวุธ ข้าวของเครื่องใช้ประจำตัวและประจำวัน ตลอดไปจนถึงเครื่องประดับ ล้วนทำขึ้น อย่างประณีตบรรจงด้วยฝีมือดีทั้งสิ้น เครื่อง ประดับน่ะน่าชมมากครับ มีทั้งแหวน, สร้อยคอ, จี้ห้อยคอ, ตาบทิศทับทรวงอะไรก็มี แล้วก็ยังมีต่างหู กำไล ฯลฯ อีกด้วย ทุกชิ้นทำจากลูกปัดใส หรือไม่ก็เปลือกหอยสีสวยๆ


การทำมาหากินของชาวเมืองนี้คงอาศัยการ กสิกรรมเป็นส่วนใหญ่ เมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวเมืองใช้เวลาว่างตกแต่งอาคารบ้านเรือนของตน ผู้ชายจะซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดเสียหาย คนที่มีฝีมือก็วาดรูปบนผนัง ส่วนผู้หญิงก็นวดแป้ง ทำงานบ้านต่างๆ เวลาที่เหลือก็ออกไป เล่นเกมบ้าง ไปล่าสัตว์บ้าง และไปทำพิธีที่วิหาร


วิธีการเดินเหินเข้าออกบ้านของชาวเมืองนี้ คาดว่าสถาปนิกสมัยใหม่ไปเห็นแล้วคงเรอเอิ้กๆ เพราะว่าเขาใช้หลังคา บ้านของเพื่อนบ้าน นั่นแหละเป็นทางเดิน บ้านแต่ละหลังตั้งประชิด ติดกันเป็นแถว มีทางเข้าออกเฉพาะบน หลังคาเท่านั้น



เป็นที่น่าเสียดายเสียจริงๆ เลย...ที่ไม่มี การขุดสำรวจเพิ่มเติมเพื่อนำเอา ความลับเกี่ยวกับอดีตของมนุษย์ออกมาตีแผ่ อย่างซาตาล ฮูยุคนี้ นับว่าน่า เสียดายเอามากๆ เพราะมีหลักฐานเห็นกระจะอยู่แล้วแท้ๆ ว่าที่นี่เป็นเมืองเก่าที่สุดของโลก ซึ่งยังขุดสำรวจไม่ตลอดเลย ถ้าขุดต่อไปอีกก็จะต้องพบซากอะไร ที่อาจไขความลับก็ได้

แต่ก็ไม่มีการขุดเพิ่มเติมจนแล้วจนรอด การขุดทาง โบราณคดีที่ซาตาล ฮูยุค สะดุดหยุดลงในปี 1965 แล้วก็นิ่งสนิทอยู่แค่ตรงนั้น ไม่มีการขุดต่อแม้เวลาจะผ่านมาตั้ง 39 ปีแล้วก็ตาม บางทีสภาพภูมิประเทศ และสภาวะทางการเมืองอาจเป็นอุปสรรคแก่การสำรวจ อย่างร้ายแรงก็ได้


กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ Stonehenge



กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์

Stonehenge

ตำแหน่งที่ตั้ง

เมืองซัลลิสเบอรี่ มณฑลวิลไซร์ ประเทศอังกฤษ

ปัจจุบัน

สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

รายละเอียด

ที่ทุ่งนาแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 90 ไมล์ มีแนวหินเรียงราย ราวๆ 3 กิโลเมตร และ มีกลุ่มหินใหญ่ประมาณ 30 ก้อน ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่งนา
เป็นรูปวงกลม กว้าง 30 เมตร โดยไม่มีร่องรอยของความเป็นมา และไม่ปรากฏว่ามีการขน หรือสิ่งปรักหักพังในการก่อสร้าง บริเวณที่ดังกล่าวอยู่ให้เป็นปัญหา คาดว่าสร้างขึ้น ตั้งแต่ก่อน ค.ศ. ประมาณ 2,000 ปี ซึ่งหิน 16 ใน 30 ก้อน ที่ตั้งอยู่รอบนอก เฉลี่ยแล้วสูง 4 เมตร หนัก 26 ตัน นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาด ว่าหินก้อนใหญ่ ๆ เหล่านี้
มาตั้งอยู่เป็นกลุ่มก้อนได้อย่างไรใช้อะไรยกหินก้อน ที่หนักๆ หลายๆ ตันขึ้นวางซ้อนกันได้

สโตนเฮนจ์ (อังกฤษ: Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน

สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า "ทุ่งมาล์โบโร" ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว

มีผู้สันนิษฐานถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างสโตนเฮนจ์กันหลายประเด็น แต่ประเด็นที่ดูจะได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือ เป็นสถานที่สำหรับการทำพิธีกรรมทางศาสนาของชนกลุ่มที่นับถือลัทธิดรูอิท รองลงมาคือความเชื่อที่ระบุว่า เป็นการสร้างเพื่อหวังผลทางดาราศาสตร์ ใช้ในการสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เช่น สุริยุปราคา เป็นต้น.

ปล.สโตนเฮนจ์ได้ถูกจัดให้เป็นเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางอีกด้วย