วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิหารพระแม่มารี


วิหารพระแม่มารี
วิหารพระแม่มารี (Shrine of St Mary) ตั้งอยู่ภายในตัววัดทางด้านที่พระทำพิธี (Choir) สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1220 - 1239 (พ.ศ. 1763 - 1782) ภายในตกแต่งด้วยรูปปั้นของ พระเยซู พระแม่มารี พระเจ้าชาร์เลอมาญ พระสันตะปาปาลีโอที่ 3 และสาวกสิบสององค์ ภายในวิหารมีวัตถุมงคลที่เชื่อกันว่าเคยเป็นของคนสำคัญทางคริสต์ศาสนา (relics) สองสามอย่างคือ เสื้อคลุมของพระแม่มารี ผ้าของพระเยซู และ เสื้อที่นักบุญจอห์นแบ็พทิสต์ (John the Baptist) ใส่วันที่ท่านถูกตัดหัว ตั้งแต่ปีค.ศ. 1349 เป็นต้นมาทางวัดก็จะเอาสิ่งสำคัญเหล่านี้ออกมามาตั้งแสดงนอกวิหารเพื่อให้นักแสวงบุญชื่นชมทุก 7 ปี ครั้งสุดท้ายที่เอาออกมาตั้งแสดงก็เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550)

เพราะความสำคัญของเมืองอาเคิน ทำให้เมืองนี้ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเป็นสถานที่แรกของประเทศเยอรมนีที่ได้ขึ้นทะเบียน

มหาวิหารอาเคิน


มหาวิหารอาเคิน เรียกกันว่ามหาวิหารหลวง (Imperial Cathedral]] (ภาษาเยอรมัน: Kaiserdom)) ในนิกายโรมันคาทอลิกอยู่ที่เมืองอาเคิน ประเทศเยอรมนี วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดทางภาคเหนือของทวีปยุโรป ระหว่างยุคกลางวัดนี้ชื่อ Royal Church of St. Mary at Aachen เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะเคยใช้เป็นสถานที่สวมมงกุฏกษัตริย์ราชวงค์คาโรลิงเกียน (Carolingian) ระหว่างปี ค.ศ. 936 (พ.ศ. 1479) ถึงปี ค.ศ. 1531 (พ.ศ. 2074) ประมาณ 600 ปี วัดนี้ใช้เป็นที่สวมมงกุฏให้กษัตริย์เยอรมนี 30 พระองค์ และพระราชินีอีก 12 พระองค์



ประวัติ
วัดนี้เริ่มสร้างเมื่อปีค.ศ. 792 พร้อมๆกับตัววัง โดยพระเจ้าชาร์เลอมาญ พอเสร็จสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 3 ก็ทำพิธีสถาปนาวัดนี้อย่างเป็นทางการ (consecrate) เมื่อปี ค.ศ. 805 (พ.ศ. 1348) ขนาดตัววัดจริงๆ แต่เดิมนั้นค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบขนาดส่วนที่ต่อเติมที่มาทำภายหลัง ระหว่างสมัยกอธิคทางวัดก็ขยายด้านพระประธาน (Choir) เพื่อให้มีเนื้อที่พอที่จะรับนักแสวงบุญที่มาแสวงบุญที่เมืองนี้ ส่วนที่ขยายทำพิธีสถาปนาเมื่อครบรอบ 600 ปีหลังจากที่พระเจ้าชาร์เลอมาญสวรรคต

สิ่งที่มีค่าที่น่าสนใจของวัดนี้ก็มี กางเขนโลแธร์ (Cross of Lothair) รูปปั้นครึ่งตัวของพระเจ้าชาร์เลอมาญ และ บัลลังก์พระเจ้าชาร์เลอมาญ โลงหินเพอซิโฟนี (Persephone sarcophagus) ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติทางศาสนาอันมีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งของศาสนาคริสต์ทางทวีปยุโรปตอนเหนือ

เมื่อพระเจ้าชาร์เลอมาญสวรรคต เมื่อปี ค.ศ. 814 (พ.ศ. 1357) ร่างของพระองค์ก็ถูกฝังไว้ในว้อลท์ (vault) ที่ มหาวิหารอาเคิน พอถึงปี 1000 พระเจ้าอ็อตโตที่สาม (Otto III) ก็เปิดที่ฝังพระศพพระเจ้าชาร์เลอมาญ ข้าราชสำนักอ็อตโตแห่งโลเมลโล (Otto of Lomello) ผู้ติดตามพระเจ้าอ็อตโตเข้าไป บันทึกไว้ว่าเมื่อเปิดที่ฝังเข้าไปแทนที่จะเห็นพระเจ้าชาร์เลอมาญนอนอยู่ กลับเห็นพระองค์ใส่มงกุฏถือคธานั่งอยู่ภายใต้ซุ้มหิน (canopy) เล็บยาวทะลุถุงมือ ร่างกายไม่เน่าเปื่อยนอกจากตรงปลายพระนาสิก พระเจ้าอ็อตโตจึงทรงเสริมให้ด้วยทอง แล้วก็ปิดหลุมหลังจากที่ถอนพระทนต์มาหนึ่งซี่

เมื่อปี ค.ศ. 1165 (พ.ศ. 1708) พระเจ้าฟรีดริชที่ 1หรือ ฟรีดริช บาร์บารอสซา(Frederick Barbarossa) เปิดที่ที่ฝังพระเจ้าชาร์เลอมาญอีกครั้ง แทนที่จะพบพระเจ้าชาร์เลอมาญนั่งตามบันทึกของอ็อตโตแห่งโลเมลโล กลับพบว่าร่างของพระองค์อยู่ในโลงหิน[1] ครั้งนี้พระเจ้าเฟรตเดอริคจึงให้เอาร่างของพระเจ้าชาร์เลอมาญใส่โลงหินที่ทำจากหินอ่อนจากเปอร์เซีย ซื่งเชื่อกันว่าเป็นโลงที่ใช้ฝังออกัสตุส ซีซาร์ พอถึงปี ค.ศ. 1215 (พ.ศ. 1758) พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 ก็ย้ายพระศพใส่หีบใหม่ที่ทำจากเงินและทอง

คริสต์ศาสนสถาน

คริสต์ศาสนสถาน หรือ สิ่งก่อสร้างของคริสต์ศาสนา หมายถึงสิ่งก่อสร้างที่ใช้เป็นที่สักการะบูชาหรือเป็นที่ประกอบศาสนพิธีของคริสต์ศาสนา


Basilicaภาษาไทยใช้ มหาวิหาร หรือทับศัพท์ว่า บาซิลิกา. บาซิลิกา มาจากภาษาละติน “basilica” ซึ่งมาจากคำว่า “Basiliké Stoà” ในภาษาละติน ที่แปลว่า “สิ่งก่อสร้างแบบบาซิลิกา” เดิมเป็นคำที่หมายถึงสิ่งก่อสร้างสาธารณะแบบสถาปัตยกรรมโรมันลักษณะหนึ่ง เช่นเดียวกับศาลของกรีซ ซึ่งมักจะตั้งอยู่ในเมืองโรมัน ในเมืองกรีซบาซิลิกาเริ่มปรากฏราว 2 ศตวรรษก่อนคริสต์ศาสนา หลังจากจักรวรรดิโรมันหันมานับถือศาสนาคริสต์ ความหมายของคำก็ขยายไปคลุมวัดใหญ่และสำคัญที่ได้รับแต่งตั้งโดยพระสันตะปาปา ฉะนั้นในปัจจุบันคำว่า “บาซิลิกา” จึงมีความหมายทั้งทางสถาปัตยกรรมและศาสนา


Cathedralดูบทความหลักที่ มหาวิหาร
ภาษาไทยใช้ มหาวิหาร. มหาวิหาร (ภาษาอังกฤษ: Cathedral ภาษาฝรั่งเศส: Cathédrale ภาษาเยอรมนี: Kathedrale/Dom ภาษาอิตาลี: Cattedrale/Duomo) คือวัดของคริสต์ศาสนาที่มีบาทหลวง (bishop) เป็นประมุขและที่เป็นทีตั้งของ “อาสนะบาทหลวง” (bishop's cathedra) เป็นสถานที่ทางศาสนาที่ใช้ในการสักการะบูชา (โดยเฉพาะสำหรับนิกายที่มีระบบฐานันดรการปกครองเช่นนิกาย นิกายโรมันคาทอลิก นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ นิกายอังกลิคัน และ นิกายลูเทอรัน มหาวิหารจะเป็นวัดที่เป็นที่นั่งของบาทหลวง (วัดประจำตำแหน่ง) ที่ใช้เป็นศูนย์กลางของสังฆมณฑล (Diocese หรือ See) ที่อยู่ภายใต้การปกครองของบาทหลวงที่กำหนดไว้[1]


Chapelภาษาไทยใช้ ชาเปล ถ้าเป็นศาสนสถานที่ใช้เป็นที่สักการะของคริสต์ศาสนิกชน ชาเปล คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มักจะมีขนาดเล็กแต่บางครั้งก็ใหญ่ ที่อาจจะสร้างเป็นอิสระจากสิ่งก่อสร้างอื่นๆ หรือเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่ใหญ่กว่าเช่น วัดใหญ่ๆ วัง วิทยาลัย โรงพยาบาล คุก หรือสุสาน บางครั้งชาเปลที่สร้างในมหาวิหารจะสร้างเพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น “ชาเปลพระแม่มารี” ที่มักจะสร้างเป็นชาเปลที่อยู่ทางตะวันออกสุดของตัววัด หรือ “ชาเปลศีลศักดิ์สิทธิ์” ที่ตั้งติดกับตัววัดและใช้เป็นที่เก็บไวน์ และขนมปังที่ใช้ในพิธีศีลมหาสนิท ถ้าชาเปลมีขนาดค่อนข้างเล็กก็จะเรียกว่า “คูหาสวดมนต์”

Chantry chapel ภาษาไทยใช้ ชาเปลสวดมนต์ หรือ ชาเปลแชนทรี. ชาเปลสวดมนต์ เป็นศาสนสถานที่ที่ผู้สร้างจะเป็นผู้มีอันจะกินหรือเป็นบาทหลวงที่อุทิศเงินให้สร้างชาเปลส่วนตัว ชาเปลชนิดนี้ที่เป็นสมบัติของผู้สร้าง การสร้างจะสร้างในตัวมหาวิหารหรือวัดใหญ่ๆ และใช้เป็นที่ที่ให้นักบวชมาสวดมนต์ให้ผู้สร้างหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว ชาเปลลักษณะนี้มักจะสร้างในขณะที่ผู้อุทิศเงินยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นห้องแคบๆ เล็กๆ ภายในบางทีจะเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์ของผู้ตาย มีประตูทางเข้าทางหนึ่งออกทางหนึ่งเพื่อให้ผู้สวดมนต์เดินเข้าออก การสร้างก็พยายามให้ใกล้แท่นบูชาเอกที่สุดเท่าที่กำลังทรัพย์จะอำนวย “Chantry chapel” มาจากภาษาละตินว่า “Cantaria” ซึ่งแปลว่า “ใบอนุญาตให้สวดมนต์” ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “chapellenie”
Lady chapel ภาษาไทยใช้ ชาเปลพระแม่มารี หรือ เลดีชาเปล. “ชาเปลพระแม่มารี” มักจะเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารหรือวัดใหญ่ๆ ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของตัววัดและอุทิศให้พระแม่มารี และมักจะเป็นชาเปลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวัด
Side chapel ภาษาไทยใช้ คูหาสวดมนต์. คูหาสวดมนต์ คือบริเวณภายในมหาวิหารหรือวัดใหญ่ๆ ที่อุทิศให้เป็นบริเวณแยกจากส่วนกลางซึ่งอาจจะใช้เป็นทำพิธีย่อยหรือสวดมนต์วิปัสนาเป็นการส่วนตัว ที่ตั้งอาจจะเป็นมุขยื่นออกไปจากสองข้างทางเดินข้าง หรือรอบมุขด้านตะวันออก หรือบางครั้งก็ยื่นออกไปจากแขนกางเขน
Wayside chapels ภาษาไทยใช้ ชาเปล หรือ ชาเปลริมทาง. ชาเปลริมทาง คือเป็นศาสนสถานที่ใช้เป็นที่สักการะของคริสต์ศาสนิกชนที่มีขนาดเล็กและมักจะตั้งอยู่ในชนบท

Churchภาษาไทยใช้ วัด เป็นคำที่ใช้เรียกวัดโดยทั่วไปที่มิได้เป็นแบบใดแบบหนึ่งที่อธิบายในบทความนี้ เช่นวัดประจำท้องถิ่น หรือใช้เป็นคำสรรพนามที่ใช้โดยทั่วไปสำหรับคริสต์ศาสนถาน

Collegiate church ภาษาไทยใช้ วัดคอลเลจิเอท. วัดคอลเลจิเอท คือวัดที่ปกครองโดยกลุ่มนักบวชที่เรียกว่าแคนนอน (Canon) หรือ “Prebendary” ซึ่งมี “Dean” หรือ “Provost” เป็นประมุข การปกครองของวัดแบบคอลเลจิเอทจะคล้ายคลึงกับการปกครองของมหาวิหารเพียงแต่วัดคอลเลจิเอทไม่มีบาทหลวงประจำเท่านั้น
Parish church ภาษาไทยใช้ วัด หรือ วัดประจำเขต หรือ วัดประจำท้องถิ่น (เมื่อเป็นคำอธิบาย). วัดประจำท้องถิ่น คือวัดที่เป็นศูนย์กลางของเขตเช่นชุมชน มักจะใช้กับวัดในชนบท เช่น “Parish church of St. Mary” ก็จะเรียกเพียง “วัดเซนต์แมรี”

Monastery หรือ Friaryภาษาไทยใช้ สำนักสงฆ์ หรือ โมนาสเตอรี คำว่า โมนาสเตอรี คือหมายถึงกลุ่มนักบวชผู้ชายหรือผู้หญิงที่มาอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนและถือหลักปฏิบัติเดียวกัน สิ่งก่อสร้างมักจะประกอบอาคารสถานหลายอาคารที่จะมีวัดใหญ่เป็นหลัก

Abbey ภาษาไทยใช้ แอบบี. แอบบี มาจากภาษาละติน “abbatia” ซึ่งมาจากคำว่า “abba” ในภาษาซีเรียคที่แปลว่า “พ่อ” เป็นสำนักสงฆ์คริสต์ศาสนา หรือ คอนแวนต์ ที่ปกครองโดยหลวงพ่อ (Abbot) หรือ แอบเบส (Abbess) ซึ่งเปรียบเหมือนพ่อแม่ผู้เป็นผู้นำทางความศรัทธาของชุมชนที่อยู่ใต้การนำสำนัก “แอบบี”
Convent ภาษาไทยใช้ คอนแวนต์. คอนแวนต์ คือสำนักสงฆ์ของพระ หรือหลวงพ่อ หรือชี โดยเฉพาะในนิกายโรมันคาทอลิก และ นิกายอังกลิคัน ความหมายในปัจจุบันมักจะจำกัดว่าเป็นสำนักนักบวชสตรีเท่านั้น และคำว่า “monastery” ใช้สำหรับนักบวชผู้ชาย แต่ในประวัติศาสตร์สองคำนี้ใช้เปลี่ยนกันได้
Hermitage ภาษาไทยใช้ อาศรม หรือ เฮอร์มิเทจ. ในปัจจุบัน เฮอร์มิเทจ จะหมายถึงสถานที่อยู่ของนักบวชที่ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ เฮอร์มิเทจมักจะใช้กับผู้ตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยกันอย่างสันโดษไกลจากตัวเมืองหรือหมู่บ้าน เฮอร์มิเทจเป็นคริสต์ศาสนสถานอย่างหนึ่งของสำนักสงฆ์
Minster หรือ Munster ภาษาไทยใช้ มหาวิหาร. มินส์เตอร์ แต่เดิมเป็นคำที่ใช้เรียกสำนักสงฆ์ หรือสาขาซึ่งปกครองโดยหลวงพ่อมิใช่บาทหลวง แต่ในปัจจุบันหมายถึงวัดที่เคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อนหรือวัดใหญ่
Nunery ภาษาไทยใช้ สำนักชี หรือ นันเนอรี. สำนักชี คือสำนักชีทางคริสต์ศาสนา หรือ คอนแวนต์ ที่ปกครองโดยแอบเบส (Abbess) ซึ่งเปรียบเหมือนแม่ผู้เป็นผู้นำทางความศรัทธาของชุมชนที่อยู่ใต้การนำสำนัก “นันเนอรี”
Priory ภาษาไทยใช้ ไพรออรี. ไพรออรี เป็นสำนักสงฆ์ทางคริสต์ศาสนา ที่ปกครองโดย “Prior” ซึ่งเป็นตำแหน่งต่ำกว่าบาทหลวง

Mother Churchภาษาไทยใช้ วัดแม่. วัดแม่ อาจจะเป็นตำแหน่งที่แสดงลำดับความสำคัญของวัด เช่น“มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน” “วัดแม่” ของนิกายโรมันคาทอลิก หรือ มหาวิหารในสังฆมณฑลก็ถือว่าเป็น“วัดแม่” ของเขตในสังฆมณฑลที่ตั้งอยู่ คำนี้มักจะใช้กับวัดในนิกายคาทอลิกหรืออังกลิคันและจะไม่ค่อยใช้กันในนิกายโปรเตสแตนต์ ยกเว้น “First Church of Christ” ที่ บอสตัน ในมลรัฐแมสซาชูเซตส์ที่มักจะเรียกกันว่า “วัดแม่”


Oratoryภาษาไทยใช้ ชาเปล หรือ ออราทอรี. ออราทอรี คือห้องสวดมนต์เฉพาะส่วนภายในสำนักสงฆ์ นอกจากนั้นอาจจะเป็นสถานที่สักการะแบบกึ่งสาธารณะซึ่งสร้างโดยกลุ่มคนเช่นกลุ่มช่าง ออราทอรีจะเป็นสถานที่สักการะที่เป็นส่วนตัวมากกว่าวัดโดยทั่วไป เพราะวัดใครจะเข้ามาสักการะก็ได้ แต่ออราทอรีผู้มีสิทธิใช้คือผู้สร้างเท่านั้น


Ossuaryภาษาไทยใช้ วัดบรรจุกระดูก หรือ ชาเปลบรรจุกระดูก. วัดบรรจุกระดูก เป็นสถานที่ที่ใช้เก็บกระดูก[1]


Marian column และ Holy Trinity column
ภาษาไทยใช้ อนุสาวรีย์ตรีเอกภาพ หรือ อนุสาวรีย์ตรีพระแม่มารี. อนุสาวรีย์ตรีเอกภาพ เป็นอนุสาวรีย์ทางศาสนาสร้างเพื่ออุทิศแก่พระแม่มารี หรือ พระตรีเอกภาพเพื่อแสดงความขอบคุณที่กาฬโรคระบาดในยุโรปหยุดลงหรือในกรณีอื่นๆ การสร้างอนุสาวรีย์ตรีพระแม่มารีมีความนิยมกันระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง 18 และเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมบาโรก ตัวอนุสาวรีย์มักตั้งอยู่กลางเมือง

Shrinesภาษาไทยใช้ ศาล หรือ ไชรน์. ไชรน์ มาจากภาษาละติน “scrinium” ซึ่งแปลว่า “กล่อง” หรือโต๊ะเขียนหนังสือ ในสมัยแรกหมายถึงกล่องที่ทำด้วยอัญมณีมีค่าเป็นที่เก็บ วัตถุมงคล หรือรูปสัญลักษณ์ของลัทธินิยม ต่อมาความหมายก็ขยายเพิ่มโดยรวมถึงสถานที่ที่เป็นที่เก็บวัตถุมงคลหรือที่ฝังศพที่อุทิศให้กับวีระบุรุษ, ผู้พลีชีพเพื่อศาสนา, นักบุญ หรือผู้ที่ผู้คนนับถือ

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อาณาจักรทวารวดี


อาณาจักรทวารวดีเป็นชื่อบ้านเมืองแรกของบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทางภาคกลางของประเทศไทยที่มีการติดต่อกับอารยธรรมของอินเดีย ทั้งรูปแบบทางการค้าชายฝั่งทะเลและการรับวัฒนธรรมจากอินเดียโดยตรง ชื่อทวารวดีปรากฏจากบันทึกการเดินทางของพระสงฆ์จีนชื่อ เหี้ยนจัง กล่าวถึงประเทศที่อยู่ระหว่างศรีเกษตรและอีสานปุระว่า “โถลอปอติ” บันทึกของอี้จิงก็กล่าวถึงประเทศ “ตู้เหอปอตี่” ว่าอยู่ประมาณทางภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบัน หลักฐานทางโบราณคดีของชื่อ ทวารวดี ได้จากเหรียญเงินซึ่งพบที่จังหวัดนครปฐม อู่ทอง สุพรรณบุรี และ อินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี บนเหรียญเงินเหล่านี้มีคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤตอักษรปัลลวะว่า “ศรีทวารวตี ศวรปุณยะ” แปลว่า “บุญของพระราชาแห่งทวารวดี”


หลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรทวารวดีพบอยู่โดยทั่วไปทางภาคกลางบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดไปจนถึงบางส่วนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ร่องรอยของชุมชนโบราณแบบทวารวดีขนาดใหญ่ คือ บริเวณเมืองนครไชยศรี หรือนครปฐมโบราณ มีสถาปัตยกรรมที่สำคัญ คือวัดพระเมรุและเจดีย์จุลประโทน นอกจากนี้ยังพบหลักฐานโบราณวัตถุ พบชุมชนร่วมสมัยที่คูบัว จังหวัดราชบุรี อู่ทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี จันเสนโบราณและเมืองบนจังหวัดนครสวรรค์



จากการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณภาคกลางของประเทศไทยพบว่าเมืองโบราณสมัยทวารวดีมีรูปแบบและพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่ติดต่อกับอารยธรรมอินเดีย และมีพัฒนาการขึ้นเป็นบ้านเมือง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา บ้านเมืองเหล่านี้พัฒนาการมาจากชุมชนโบราณที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และได้มีการพัฒนาการขึ้นเป็นเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบที่เรียกกันว่าเมืองแบบทวารวดี ชุมชนโบราณเหล่านี้มีพัฒนาการต่อเนื่องจนถึงสมัยอยุธยา



วัฒนธรรมทวารวดีได้แพร่กระจายจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทางภาคกลางของประเทศไทยไปทั่วทุกภูมิภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากชุมชนโบราณที่โคกสำโรง และบ้านหมี่จังหวัดลพบุรี และเมืองศรีเทพ เพชรบูรณ์ซึ่งเป็นเมืองสำคัญจากลุ่มแม่น้ำป่าสักไปสู่ลุ่มแม่น้ำมูล และลุ่มแม่น้ำชีทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งได้พบเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดิน โบราณวัตถุและหลักฐานเสมาหินซึ่งเป็นโบราณวัตถุตามคติทางพุทธศาสนา เสมาหินที่พบมีหลายแห่งที่ปรากฏภาพสลักพุทธประวัติและชาดกทางพุทธศาสนา รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโดม (2533 : 345-346) เสนอความเห็นว่าเสมาหินวัฒนธรรมทวารวดี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีหน้าที่ 3 อย่าง คือ กำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์โดยล้อมรอบเขตพิธีกรรมทางพุทธศาสนา การสร้างขึ้นเพื่อพุทธบูชาแล้วนำไปปักไว้ในเขตศักดิ์สิทธิ์ และเสมาหินขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่แทนพระสถูปเจดีย์



ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอริเย แบ่งพัฒนาการของวัฒนธรรมทวารวดีออกเป็น 3 ระยะคือ ระยะแรกเป็นวัฒนธรรมทวารวดีแบบดั้งเดิมนับถือ พระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท ระยะที่สอง แสดงถึงอิทธิพลจากทางภาคใต้ซึ่งนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายานและได้แพร่ไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และระยะที่สามเมื่อพุทธศาสนาลัทธิมหายานเสื่อมลง พุทธศาสนาลัทธิเถรวาทจึงกลับมาปรากฏในวัฒนธรรมทวารวดีอีกครั้ง จากการศึกษาประติมากรรมทางพุทธศาสนา วัฒนธรรมทวารวดี นักประวัติศาสตร์ศิลปะแบ่งรูปแบบออกเป็น 3 แบบคือ รูปแบบแรกราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 ได้รับอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ รูปแบบที่สองระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-16 พุทธศาสนามหายานได้แพร่เข้าไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประติมากรรมที่เป็นรูปเคารพจึงเป็นคติมหายานมีการพบรูปพระโพธิสัตว์จำนวนมากรูป แบบที่สาม ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15-18 ได้รับอิทธิพลศิลปะขอมเขมรโบราณแบบบาปวน

จากการพบหลักฐานทางสถาปัตยกรรมและชุมชนโบราณ วัฒนธรรมทวารวดีช่วงระยะแรกในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดีอยู่บริเวณใด นักโบราณคดีบางท่านให้ความเห็นว่า ทวารวดีเป็นเพียงอาณาจักรเล็ก ๆ ที่มีเมืองลพบุรีเป็นเมืองหลวง บางท่านเห็นว่าศูนย์กลางของอาณาจักรทวาวรวดีอยู่ที่เมืองนครปฐม เนื่องจากเมืองนครปฐมโบราณเป็นเมืองที่มีคูน้ำล้อมรอบขนาดใหญ่ ได้พบศาสนสถานและเหรียญจารึกที่กล่าวถึงอาณาจักรทวารวดี แต่อย่างไรก็ตามเหรียญเงินที่มีข้อความจารึกกล่าวถึงทวารวดียังพบที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และอินทรบุรี จังหวัดสิงห์บุรีเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามการพบศาสนสถานและศิลปะวัตถุหลายรูปแบบและหลายชุมชนโบราณกระจายโดยกว้างนี้ นักโบราณคดีบางท่านให้ความเห็นว่า วัฒนธรรมแบบทวารวดีอาจแพร่หลายโดยกว้างขวางในชุมชนโบราณที่มีการพัฒนาการขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-16 แต่ยังไม่มีอำนาจทางการเมืองแบบรวมศูนย์หากเป็นเพียงรูปแบบของเมืองเบ็ดเสร็จที่เกิดขึ้นพร้อมกันและต่างก็มีอิสระตลอดจนพัฒนาการทางวัฒนธรรมร่วมกัน เนื่องจากสามารถติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างสะดวกทั้งทางบกและทางทะเล รวมทั้งชุมชนที่อยู่ตอนในซึ่งห่างไกลออกไป เมืองเหล่านี้ต่างก็มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ในตัวเองทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ ความเชื่อ ศาสนาและศิลปกรรมซึ่งเมืองทั้งหมดเหล่านี้คือชุมชนโบราณที่พัฒนาการขึ้นเป็นบ้านเมืองวัฒนธรรมทวารวดีนั่นเอง

อาณาจักรทวารวดี


อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) เป็นของชนชาติมอญ ละว้า มีศูนย์กลางอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี อำเภออู่ทอง และกินพื้นที่ไปจนถึงภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงหนือ แถบ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดปราจีนบุรี และขึ้นไปถึงทางเหนือ จังหวัดลำพูน มีศิลปะเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากต่างชาติอย่างมากก็ตาม



จิตรกรรม

ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียไทยได้

ประติมากรรม


พระพุทธรูป
ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี แบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ

มีลักษณะของอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ บางครั้งก็มีอิทธิพลของอมราวดีอยู่ด้วย ลักษณะวงพักตร์แบบอินเดีย ไม่มีรัศมี จีวรเรียบเหมือนจีวรเปียก ถ้าเป็นพระพุทธรูปนั่งจะขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12
พัฒนาขึ้นจากแบบแรก โดยมีอิทธิพลพื้นเมืองผสมมากขึ้น พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเกตุมาลาเป็นต่อมนูนใหญ่ บางทีมีรัศมีบัวตูมเหนือเกตุมาลา และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระเนตรโปน พระหนุ (คาง) ป้าน พระนลาฏ (หน้าผาก) แคบ พระนาสิกป้านใหญ่แบน พระโอษฐ์หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ ยังคงขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 13-15
พระพุทธรูปในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมร เนื่องจากเขมรเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นในสมัยเมืองพระนคร ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ศิลปกรรมแบบทวารวดี ในระยะนี้จึงมีอิทธิพลเขมรแบบบาปวนหรืออิทธิพลศิลปะเขมรในประเทศไทยที่เรียกว่าศิลปะลพบุรีปะปน เช่น พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักยิ้ม นั่งขัดสมาธิราบ เป็นต้น นอกจากพระพุทธรูปแล้วยังพบสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงการสืบทอดแนวคิดทางศิลปะอินเดียโบราณก่อนหน้าที่จะทำรูปเคารพเป็นรูปมนุษย์ภายใต้อิทธิพลศิลปะกรีก

ประติมากรรมกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่า
เป็นประติมากรรมศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู อยู่ร่วมสมัยกับทวารวดีตอนต้น และตอนปลาย ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 ที่เมืองศรีมโหสถและเมืองศรีเทพ และพบอยู่ร่วมกับศรีวิชัยและทวารวดีที่ภาคใต้ของประเทศไทย มักจะทำเป็นรูปพระนารายณ์

ลักษณะพระพักตร์จะไม่เหมือนพระพุทธรูปแบบทวารวดีเลย จะมีลักษณะคล้ายกับอินเดีย ตัวอย่างเช่น พระนารายณ์ที่ไชยาแสดงลักษณะอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบมทุราและอมราวดี(พุทธศตวรรษที่ 6-9) รวมทั้งที่พบที่นครศรีธรรมราช ซึ่งถือสังข์ด้วยพระหัตถ์ซ้ายด้านล่าง ผ้านุ่งและผ้าคาดที่พบที่ภาคใต้และที่เมืองศรีมโหสถ จะมีผ้าคาดเฉียงเหมือนศิลปะอินเดียหลังคุปตะ (ปัลลวะ) ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนเทวรูปรุ่นเก่าที่ศรีเทพจะมีอายุใกล้เคียงกันและที่ศรีเทพ นอกเหนือจากที่จะพบรูปพระนารายณ์แล้วยังพบรูปพระกฤษณะและพระนารายณ์ด้วย

ลักษณะของเทวรูปกลุ่มนี้ไม่เหมือนกับที่พบในเขมรเนื่องจากกล้าที่จะทำลอยตัวอย่างแท้จริง ไม่ทำแผ่นหินมารับกับพระหัตถ์คู่บน แต่ยังไม่มีการนำเอากลุ่มเทวรูปนี้เข้าไปไว้ในศิลปะทวารวดี จึงเพียงมีแต่สมมุติฐานว่าเทวรูปกลุ่มนี้น่าจะเป็นทวารวดีที่เป็นพราหมณ์ การเข้ามาของเทวรูปนี่มีข้อคิดเห็นแตกไปเป็น 2 ทางคือ เป็นศิลปะอินเดียที่นำเข้าที่พร้อมกับการติดต่อค้าขาย หรือเป็นศิลปะแบบอินเดียที่ทำขึ้นในท้องถิ่น และมีการพัฒนาการภายใต้อิทธิพลศิลปะพื้นเมืองแบบทวารวดีและศรีวิชัย

เครื่องมือเครื่องใช้
เครื่องมือเครื่องใช้ที่พบในแหล่งทวารวดีทั่วไปมักจะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เศษภาชนะดินเผา เนื้อดินมักทำเป็นภาชนะปากบาน ภาชนะทรงหม้อตาล เศษภาชนะเคลือบ มีทั้งที่เป็นเครื่องเคลือบจีนในสมัยราชวงศ์ถังถึงสมัยราชวงศ์หยวน เครื่องเคลือบจากเตาในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ เครื่องเคลือบเปอร์เซีย เครื่องใช้อื่น ๆ ก็มีพบ เช่น กุณฑีดินเผา กาดินเผา ตะคันดินเผา กระสุนดินเผา ที่ประทับตราดินเผา ตุ๊กตาดินเผา ฯลฯ นอกจากเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ยังพบเครื่องใช้สำริด ทั้งเป็นเครื่องใช้ทั่วไปกับที่เป็นของของสูง หรือของที่ใช้ในพีธีกรรม เช่นคันฉ่อง เครื่องประกอบราชยานคานหาม และเครื่องใช้ทำจากเหล็ก นอกจากเครื่องใช้แล้วยังพบเครื่องประดับทำจากหิน แก้ว ดินเผา สำริด ทองคำ ได้แก่ ลูกปัด แหวนตุ้มหู กำไล ฯลฯ


สถาปัตยกรรม
สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีมักก่ออิฐและใช้สอดิน เช่น วัดพระเมรุและเจดีย์จุลปะโทน จังหวัดนครปฐม บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง เช่นก่อสร้างบริเวณฐานสถูป การก่อสร้างเจดีย์ในสมัยทวารวดีทีพบทั้งเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม เจดีย์ทรงระฆังคว่ำ มียอดแหลมอยู่ด้านบน

ปราสาทบันทายศรี


ปราสาทบันทายศรี (ภาษาเขมร: ​ ,ปราสาทบนฺทายศฺรี ภาษาอังกฤษ: Banteay Srei ) เป็นปราสาทหินที่ถือได้ว่างดงามที่สุดในประเทศกัมพูชา มีความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์ และเป็นปราสาทแห่งเดียวที่สร้างเสร็จแล้วกว่า 1000 ปี แต่ลวดลายก็ยังมีความคมชัด เหมือนกับสร้างเสร็จใหม่ ๆ ปราสาทบันทายศรีหรือเรียกตามสำเนียงเขมรว่า บันเตียไสร หมายถึง ปราสาทสตรีหรือป้อมสตรี อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร ใกล้กับแม่น้ำเสียมเรียบในบริเวณที่เรียกว่า อิศวรปุระ หรือเมืองของพระอิศวร


ประวัติ

กลุ่มอาคารปราสาทบันทายศรี
รูปสลักหินทรายสีชมพูรูปพญานาค ที่มีความคมชัดกว่ารูปสลักที่อื่นๆปราสาทแห่งนี้สร้างอุทิศถวายพระอิศวรภายใต้พระนามว่า ตรีภูวนมเหศวร หรือ ผู้เป็นใหญ่แห่งโลกทั้งสาม ปราสาทมีขนาดเล็ก สร้างด้วยหินทรายสีชมพูซึ่งหายาก สร้างขึ้นเมื่อ เดือนเมษายน - พฤษภาคม พ.ศ. 1510 โดยพราหมณ์ชื่อ ยัชญวราหะ ในตอนปลายของสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 (หรือพระเจ้า ชัยวรมันที่ 4 พ.ศ. 1487 - 1511) และเสร็จในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511-1554)

ซุ้มประตูทางเข้า จำหลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณลวดลายมีความละเอียดสวยงามมาก
ซุ้มทางซ้ายมือ จำหลักภาพพระอิศวรทรงโค มีพระอุมาเทวีประทับด้านซ้าย
ซุ้มทางขวามือ มีรูปพระนารายณ์อวตารเป็นนรสิงห์
ผ่านประตูเข้าไปจะเห็นปราสาทองค์แรก สร้างอยู่เหนือฐานเดียวกันซึ่งสูง 90 เซนติเมตร ขนาบด้วยบรรณาลัย ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาตำราหรือวัตถุที่ใช้ในพิธีเคารพบูชา มีประตูเข้าทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซุ้มประตูหรือโคปุระนี้ ประดิษฐานปฏิมากรรมด้วยลวดลายที่งามวิจิตรอ่อนช้อย ลวดลายประดับที่ปราสาทบันทายศรี สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ไม่ว่าจะเป็นเทพธิดาหรือนางอัปสรา ก็เต็มไปด้วยความสง่างามและมีชีวิตจิตใจ



ในกรอบซุ้มปราสาทองค์แรก มีรูปพระศิวะกำลังร่ายรำ หรือที่เรียกว่า ศิวนาฏราช ท่ารำของพระองค์มีถึง 108 ท่า แต่ละท่ามีผลต่อฟ้าดิน หน้าบันของห้องสมุดทางด้านทิศใต้ สลักภาพพระอิศวรกำลังประทับนั่งอยู่เหนือเขาไกรลาศ

ที่หน้าบันห้องสมุดทางด้านทิศเหนือ แสดงภาพพระอินทร์กำลังบันดาลให้ฝนตกลงมา บนอาคารเดียวกันนี้ เหนือหน้าบันทางทิศตะวันตกแสดงภาพพระกฤษณะกำลังประหารพระยากงศ์ในพระราชวัง ภาพสลัก ณ ปราสาทบันทายศรี นอกจากความงดงามในฝีมือการสลักแล้ว ยังมีคุณค่าเกี่ยวกับมนุษย์อย่างลึกซึ้ง อันเห็นได้จากความรู้สึกที่แสดงออกมาจากภาพเหล่านั้น ซึ่งเป็นพยานหลักฐานชิ้นแรก ที่ทำให้เราทราบเกี่ยวกับชีวิตของชาวขอมในต้นพุทธศตวรรษที่ 16


ความละเอียดของงานแกะสลักนักเขียนชาวฝรั่งเศสชื่อ อองเดร มาลโรซ์ เจ้าของผลงาน เสน่ห์ตะวันออก เดินทางมาชมปราสาทนี้เมื่อ พ.ศ. 2466 ได้ใช้เลื่อยและลิ่มสกัดเอาซอกมุมรูปนางอัปสราออกไป 6 ชิ้น มาลโรซ์กับเพื่อนถูกจับบนเรือกลไฟที่พนมเปญ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ปีเดียวกันนั้นเอง

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2467 ศาลที่พนมเปญตัดสินให้จำคุกมาลโรซ์เป็นเวลา 3 ปีและเพื่อนได้รับโทษจำคุก 8 เดือนแต่รอลงอาญาทั้งคู่ สิ่งของที่ขโมยออกไปนั้นถูกนำกลับมาไว้ที่เดิมในปี พ.ศ. 2467

หลังจากกลับไปยังปารีส เขาได้ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ อินโดจีน เผยแพร่เรื่องราวของปราสาทในกัมพูชา ด้วยผลงานที่เป็นนักศิลปะจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. 2502

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่ไปกัมพูชา ต้องไม่พลาดโอกาสที่จะเข้าชมปราสาทบันทายศรี เพราะปราสาทบันทายศรี มีมนต์เสน่ห์ที่จะดึงดูดให้ท่านอยากจะเข้าไปชม ท่านต้องใช้เวลานานในการถ่ายภาพในแง่มุมต่าง และท่านจะต้องกลับมาเพื่อชมปราสาทนี้อีกหลายๆ ครั้งในโอกาสต่อไป

“นครธม” มหานครแห่งปราสาท




“นครธม” มหานครแห่งปราสาท

ซุ้มประตูเมืองนครธมมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วย
รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 ด้าน
“พระเจ้าชัยวรมันที่ 7”

หากเอ่ยถึงชื่อนี้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว”เชื่อว่าหลายๆคนคงจะเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย แม้ว่าจะไม่เคย เรียนเรื่องราวของประวัติศาสตร์ขอมมาก็ตามที

พระเจ้าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-1762) นับเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งอาณาจักร “พระนคร” (พ.ศ.1333-1974) และถือเป็นมหาบุรุษที่คนเขมรนับจากอดีตถึงปัจจุบันให้ความเคารพยกย่องมากที่สุด เรื่องนี้“สูน เพียบ”ไกด์ชาวเขมรที่พาเราทัวร์เสียมเรียบยืนยันมาจากปากของเขาเอง

พูดถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7นั้นมีมากมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการรบ การปกครอง การพัฒนาประเทศ แต่สิ่งที่ชาวโลกยกย่องเป็นพิเศษเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่และความน่าทึ่งของกษัตริย์องค์นี้ก็คือ การสร้าง “นครธม” หรือ “Angkor Thom” (ธมแปลว่าใหญ่) เมืองหลวงแห่งอาณาจักรพระนคร ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองสูงสุดของอาณาจักรขอม เพราะหลังจากหมดยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7อาณาจักรพระนครก็เสื่อมลงตามลำดับ

และด้วยความที่นครธมสร้างหลังเกิดอาณาจักรพระนครมาได้ 300 ปี และเป็นการสร้างเมืองใหม่ขึ้นทับเขตเมืองเก่า คือ “ยโศธรปุระ”จึงทำให้มีปราสาทขอมทั้งในยุคนครธมและยุคก่อนนครธมกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป และปราสาทเหล่านั้นก็เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญในนครธม ที่ในแต่ละวันอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยเหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ
สำหรับการเดินทางเข้าสู่นครธมนั้น อย่าละเลยการหยุดดูรวมถึงหยุดถ่ายรูปกับสะพานหินที่ทอดยาว ผ่านคูน้ำเข้าสู่กำแพงและซุ้มประตูเมืองนครธม ที่บนราวสะพานทั้ง 2 ฝั่ง สร้างเป็นเรื่องราวของการกวนเกษียรสมุทรระหว่างเทวดากับอสูร ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ดึงยุคนาคกันข้างละ 54 องค์และตน ส่วนจะดูว่าฝั่งไหนเป็นเทวดาหรือฝั่งไหนเป็นอสูร ก็ดูง่ายที่หน้าตา ฝั่งไหนหน้าตายิ้มแย้มก็คือเทวดา ส่วนฝั่งไหนหน้าตาดูดันบึ้งตึงก็เป็นอสูร
พูดถึงเรื่องราวระหว่างเทวดากับอสูรนี้ หากมองเผินๆ เทวดาอาจเปรียบดังพระเอกที่ดูดีแถมหน้าตาดี ส่วนอสูรก็เป็นผู้ร้ายที่โหดเหี้ยมหน้าตาดูร้าย ซึ่งหากใครทราบถึงเรื่องราวของการกวนเกษียรสมุทรแล้วละก็จะรู้ว่า เทวดานั้นแสบและขี้โกงกว่าอสูรเป็นไหนๆ แต่ถึงกระนั้นก็พยายามรักษาภาพลักษณ์ไว้ว่าเป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งความดี คล้ายๆกับหนักการเมืองบ้านเราบางคนที่สร้างภาพเป็นคนดูดี มีการศึกษา แต่จริงๆแล้วเป็นพวกมือถือสากปากคาบคัมภีร์เอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น (เรื่องการกวนเกษียรสมุทร“ผู้จัดการท่องเที่ยว” จะขอยกไปเล่าตอนที่เดินดูภาพสลักผนังในนครวัด)

แม้ว่าชานชาลาปราสาทบาปวนจะค่อนข้างยาว
แต่ว่าก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยนิยมขึ้นไปเดินทอดน่องบนนั้น


เอาหละ!?! เมื่อผ่านสะพานเข้าสู่ประตูเมือง ก็อย่าลืมแหงนหน้าดูด้านบนของซุ้มประต ูที่สร้างเป็นรูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 ด้าน (บางคนว่านี่คือพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7)

ครั้นพอผ่านซุ้มประตูเข้าสู่นครธมก็จะเห็นปราสาทและสถาปัตยกรรมขอมอยู่ทั่วไป ซึ่งใครใคร่เดินชมสถาปัตยกรรมชิ้นไหนก็ตามแต่สะดวก

แต่ถ้าเป็นเส้นทางยอดนิยมก็ต้องเริ่มจากการไปชม“ปราสาทบันทายศรี”ในช่วงเช้า(เสนอไปในตอนที่แล้วชื่อ “ปราสาทบันทายศรี”Small is Beautiful) จากนั้นก็จะเป็นการเดินทางเข้าสู่นครธมทางประตูทิศใต้ โดยก่อนถึงนครธมก็จะเห็นกำแพงของ“นครวัด”ตั้งตระหง่านอยู่ทางขวามือ ซึ่งนับว่าเป็นการนวดอารมณ์ของนักท่องเที่ยวให้เพิ่มดีกรีความเร้าใจในการชมปราสาทขอมได้ชะงัดนัก เพราะเมื่อเข้ามาชมสถาปัตยกรรมและชมไฮไลท์ของปราสาทในนครธมแล้ว ไกด์ส่วนมากก็จะพาสู่นครวัด 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของปราสาทขอม

แต่ว่าก่อนที่จะไปนครวัด “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ขอเบิ่งตาชมสถาปัตยกรรมขอมในนครธมก่อน จุดแรกที่สูน เพียบพาไปชมก็คือ“สนามหลวง” หรือ “สนามหน้าหน้าจักรวรรดิ” ซึ่งมี “ลานช้าง” และ “ลานพระเจ้าขี้เรื้อน” อยู่ใกล้ๆกัน

สิ่งก่อสร้างทั้ง 2 แห่งเชื่อว่าสร้างในสมัยพระเจ้าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันเหลือแค่ฐานพลับพลาของลานเสด็จพระราชดำเนินในอดีต เป็นลานโล่งๆที่สามารถเดินขึ้นไปกินลมชมวิวได้



เมื่อเดินเข้าเขตพระราชวังปราสาทพิมานอากาศ
ถือเป็นปราสาทแรกเราจะได้พบเห็น
สำหรับลานช้างนั้นค่อนข้างเดาง่ายเพราะว่ามีรูปแกะสลักช้างตรงฐาน เต็มไปหมด ส่วนลานพระเจ้าขี้เรื้อนนี่สิดูยากหน่อย ต้องเดินชมกันแบบใกล้ๆถึงจะเห็นถึงที่มาของชื่อลานพระขี้เรื้อน โดยช่วงแรกของฐานลานพระเจ้าก็เป็นรูปแกะสลักเทพและนางอัปสราธรรมดาๆ แต่ว่าพอเดินตามซอกเข้าไปเรื่อยๆ รูปนางอัปสราชักเปลี๊ยนไป๋ คือเป็นนางอัปสราที่มีริ้วรอยตะปุ่มตะป่ำเต็มตัวและหน้าตา

สูน เพียบได้เล่าว่าในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีโรคเรื้อนระบาด พวกช่างจึงได้สลักรูปพวกนางอัปสราที่เป็นโรคเรื้อนเอาไว ้เป็นดังบันทึกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ ซึ่ง“ผู้จัดการท่องเที่ยว”ก็ไม่รู้ว่ามีช่างคนไหนแอบสลักหน้าของภรรยาตัวเอง เอาไว้บ้างหรือเปล่า

พ้นจากรูปสลักที่ลานพระเจ้าขี้เรื้อน สูน เพียบพาเดินขึ้นไปบนลานช้างแล้วปล่อยให้เรายืนกินลมชมวิวชั่วขณะ ซึ่งหากมองไปยังฝั่งตรงข้ามของลานหญ้าก็จะเห็นปราสาทเล็กๆ 12 หลังตั้งกระจายอยู่

“ปราสาท 12 หลังเรียกว่า ปราสาทสุออร์ปรัต ที่สร้างไว้เพื่อให้นางสนมมานั่งเฝ้ากษัตริย์เขมร บางคนก็เรียกปราสาทพวกนี้ว่าปราสาทนาง 12 “

สูน เพียบ ชี้แจงข้อสงสัยเมื่อเห็นเรามองปราสาทเหล่านั้นด้วยความฉงน ก่อนที่จะก็พาเดินไปตามลานหินเข้าสู่ซุ้มประตูเขตพระบรมมหาราชวัง ที่ในปัจจุบันไม่มีพระราชวังให้เห็นเนื่องจากทำด้วยไม้จึงผุพังไปตามกาลเวลา แต่ว่าในบริเวณราชวังก็ยังมี“ปราสาทพิมานอากาศ”ตั้งโดดเด่นอยู่เบื้องหน้าหลังจากเดินเข้าไป

ปราสาทพิมานอากาศ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1(พ.ศ.1546-1593) เป็นปราสาทขนาดย่อม ซ้อนชั้นไป 3 ระดับ และใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ขอมมาโดยตลอด ซึ่งในนิทานปรัมปราเชื่อว่าปราสาทพิมานอากาศเป็นที่ให้กษัตริย์ขอมมาหลับนอนกับนาคตัวเมีย ที่แปลงร่างมาเป็นผู้หญิง (คนขอมโบราณเชื่อว่าพญานาคคือผู้ให้กำเนิดอาณาจักรขอม) ก่อนที่จะไปนอนกับพระมเหสีหรือนางสนม และหากไม่ทำตามก็จะต้องตาย

เรื่องนี้ฟังเอาสนุกก็น่าสนใจไม่น้อย ส่วนจะจริง-เท็จยังไง “ผู้จัดการท่องเที่ยว”ไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือเมื่อชมปราสาทพิมานอากาศแล้วก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงต่อการเดินไปชม “ปราสาทบาปวน” ที่อยู่ใกล้ๆกัน
ลานช้างดูง่ายเดาง่ายเพราะมีรูปช้างสลักอยู่


ปราสาทบาปวนมีสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอุทิตยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1593-1609)ในปีพ.ศ.1060 ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างเอากันตั้งแต่รูปทรงที่ดูเหมือนปิรามิดซ้อนระดับขึ้นไปสูงใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังมีสะพานทางเดินสู่ปราสาทที่ 2 ฟากมีน้ำล้อมรอบ ที่มีนักท่องเที่ยวหลายๆคนนิยมไปเดินนวยนาดบนนั้น โดยอาจจะลืมตัวคิดว่านี่คือแคทวอร์คขนาดใหญ่ก็ได้ ส่วนเสาของชานชาลาถ้าใครเดินจากปราสาทพิมานอากาศไปก็จะได้เห็นกับเสากลมที่สร้างได้อย่างสมส่วนรับชานชาลาที่ทอดยาวไปเกือบ 200 เมตร

แต่น่าเสียดายที่ปราสาทบาปวนนักท่องเที่ยวส่วนมากมักจะมองข้ามไปไม่ค่อยแวะชมทั้งๆที่เป็นปราสาทที่มีความเก่าแก่กว่านครวัด นครธมเสียอีก

เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะปราสาทบาปวนช่วงนี้ไม่สามารถเดินชมได้อย่างเต็มที่เนื่องจากว่าอยู่ในช่วงการบูรณะ(คาดว่าอีก 2-3 ปี คงแล้วเสร็จ) ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นไปได้ว่านักท่องเที่ยวส่วนมากรีบเร่งที่จะไปดู “ปราสาทบายน” ไฮไลท์ของนครธม ซึ่งจะมีความยิ่งใหญ่และน่าทึ่งขนาดไหนคงต้องติดตามในตอนต่อไป

นครธม เป็นเมืองโบราณ ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สันนิษฐานว่าสร้างพร้อมๆกับการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พ.ศ. 1724 และมีการสร้างเติมแต่งบ้างภายหลังโดยกษัตริย์องค์ต่อๆมา มีความยาวของกำแพงโดยรอบประมาณ 12 กม. กำแพงแต่ละด้านยาวข้างละ 3 กม. รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 9 ตารางกม.

นครธม มีประตูทางเข้า 5 ประตูจาก 4 ทิศ (เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก) โดยด้านตะวันออกมี 2 ประตู คือประตูตะวันออกและประตูชัย

“ยโศธรปุระ” เป็นเมืองหลวงยุคที่ 2 ของอาณาจักรพระนคร (เมืองหลวงยุคแรกคือ “หริหราลัย” มีภูเขาพนมกุเลนเป็นศูนย์กลาง” สร้างขึ้นในสมัยยโศวรมันที่ 1 (ครองราชย์ พ.ศ. 1432-1453) มีภูเขาพนมบาเค็งเป็นศูนย์กลาง

ส่วนจังหวัดเสียมเรียบ หรือ เสียมราฐ นั้นถือเป็นจังหวัดเดียวกัน โดยราชการไทยจำนวนหนึ่งนิยมให้เรียกเสียมราฐ ซึ่งความนี้มีที่มาที่ไป แต่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” จะไม่ขอกล่าวถึง เนื่องจากเป็นเรื่องของอดีตที่ผ่านมา ส่วนชื่อเสียมเรียบนั้นเป็นชื่อสากลที่คนใช้เรียกกัน

ทั้งนี้ผู้ที่ไปเที่ยวชมปราสาทขอมต่างๆในเมืองเสียมเรียบ หากต้องการได้อรรถรสมากขึ้นควรหาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ที่น่าสนใจก็มี นิราศนครวัด:สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานแห่งนครวัด:จิตร ภูมิศักดิ์(หนังสือเล่มนี้จะพูดถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในแง่มุมที่แตกต่างออกไป), เมืองพระนคร-นครวัดนครธม : ยอร์ช เซเดส์ แปลโดย ปราณี วงษ์เทศ, นครวัดนครธม ชายชรากับบ่วงกรรมและคำสาป : ธีรภาพ โลหิตกุล, เที่ยวเขมร : วีระ ธีรภัทร

และการจะเที่ยวชมปราสาทขอมให้สนุก ไม่ควรที่จะนำเรื่องราวในอดีตมาผสมรวมกับเรื่องราวในปัจจุบัน

สำหรับการเที่ยวชมปราสาทขอมในเขมรนั้นจะเสียค่าเที่ยวชม 20 เหรียญสหรัฐ(ประมาณ 1 พันบาท) ต่อวัน(เที่ยวได้ทุกปราสาทและทุกโบราณสถานในเสียมเรียบ)ส่วนถ้าอยากเที่ยวนานซื้อตั๋ว 3 วัน เสีย 40 เหรียญ ส่วนค่าวีซ่าเข้าเขมรก็อยู่ที่ 20 เหรียญเช่น